แนวโน้มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยในปี 2019 -2021

อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยในปี 2562-2564 คาดว่าจะมีรายได้ (ในรูปเงินบาท) ขยายตัวต่อเนื่อง 3-5% ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุนจากความต้องการชิ้นส่วนฯ OEM ทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก รวมทั้งความต้องการชิ้นส่วนฯ REM ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง

          การจำหน่ายชิ้นส่วนฯ ในประเทศปี 2562 คาดว่ารายได้จะเติบโต 0-3% YoY ส่วนในปี 2563-2564 น่าจะเติบโต 2-5% ต่อปี ตามทิศทางความต้องการ ชิ้นส่วนเพื่อใช้ในการประกอบยานยนต์ (OEM) (ภาพที่ 8)

          ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรี คาดการณ์การผลิตรถยนต์ในปี 2562 จะหดตัว 0-2% YoY (ผลจากภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ กำลังซื้อภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง และการเทียบกับฐานสูงในปี 2561) และปี 2563-2564 จะเติบโตเฉลี่ย 0-2% ต่อปี ตามภาวะ เศรษฐกิจ และความต้องการเปลี่ยนรถยนต์ใหม่ของผู้บริโภคบางส่วนที่ซื้อรถยนต์ในโครงการรถคันแรกหลังจากรถยนต์มีอายุการใช้งาน 6-7 ปี รวมทั้งการเร่งผลิตตามแผนการส่งเสริมการลงทุน Eco-car

          ส่วนการผลิตรถจักรยานยนต์ในปี 2562-2564 จะขยายตัว 2-4% YoY, 0-2% YoY และ 0-2% YoY ตามลำดับ แรงหนุนจาก นโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาลผ่านโครงการรัฐสวัสดิการ และโครงการ “บสย. รักพี่วิน” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะ ผนวกกับการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการย้ายฐานการผลิตเพื่อส่งออกของค่ายรถจักรยานยนต์ระดับโลก

          ขณะที่ความต้องการชิ้นส่วนเพื่อการทดแทน (REM) คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง ตามการเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งของ จำนวนรถยนต์สะสมที่มีอายุมากกว่า 5 ปี (โดยเฉพาะรถยนต์ในโครงการรถคันแรกมีอายุมากกว่า 7 ปี) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนฯ ตามอายุและระยะทางการใช้งาน และโครงการช้อปช่วยชาติที่สามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อยาง ยานพาหนะมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2561-2562  

          ส่วนการส่งออกชิ้นส่วนฯ มีแนวโน้มทรงตัวตามภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ทั้งนี้ การย้ายฐานเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นของผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ ต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งมีความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี และเป็นโครงข่ายเชื่อมโยงกับฐานการผลิตยานยนต์ทั่วโลก จะหนุนให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนฯ ไทยยกระดับคุณภาพและเทคโนโลยีการผลิต และสามารถขยายการส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง

          อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ผลิตต่างชาติโดยเฉพาะ SMEs ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยมากขึ้น อาจกดดันให้การแข่งขันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะตลาด REM ซึ่งมีผู้ประกอบการสัญชาติไทยจ านวนกว่า 1,100 ราย และส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ Tier 2 – Tier 3  

          สำหรับความกังวลว่าในระยะยาวผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ ของไทยในปัจจุบันอาจได้รับผลกระทบจากการที่ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่และรถยนต์ไฮบริด โดยตั้งเป้าให้มีรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสม 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 นั้น วิจัยกรุงศรีประเมินว่าใน ระยะแรก ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยตลาดส่วนใหญ่ยังคงเป็นรถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV) และรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือ PHEV) ดังนั้นแนวโน้มในช่วงปี 2562-2564 ผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ OEM จะยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

          เนื่องจากยังคงมีความต้องการใช้ชิ้นส่วนสำหรับระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์สันดาปภายในควบคู่กับระบบไฟฟ้า (แบตเตอรี่) ส่วนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle หรือ BEV) จะยังเป็น Niche Market จนกว่าราคาจะปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่จูงใจ โดยคาดว่าปริมาณการใช้รถยนต์ไฟฟ้า BEV ในไทยจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นภายในระยะเวลา 5-7 ปี เนื่องจากมีการพัฒนาแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนจนทำให้มีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง 11/ (ในปี 2553 ราคาแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนอยู่ที่ 1,200 USD/kWh ในปี 2561 ลดลงเหลือเพียง 175 USD/kWh) ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยซึ่งที่ผ่านมาเน้นแต่การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเครื่องยนต์สันดาปภายในมาโดยตลอด

          เนื่องจากในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV จะมีความต้องการชิ้นส่วนฯ ลดลงอย่างมาก (ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV ใช้ชิ้นส่วนฯ ระบบส่งกำลังประมาณ 20 ชิ้น เทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งใช้ชิ้นส่วนฯ มากกว่า 2,000 ชิ้น) แบตเตอรี่จะกลายเป็นชิ้นส่วนฯ หลักในการผลิตรถยนต์แทนเครื่องยนต์โดยคิดเป็นสัดส่วนต้นทุนถึง 30% ของต้นทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV  

          ล่าสุดเริ่มมีการลงทุนชิ้นส่วนฯ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในไทยโดยเฉพาะแบตเตอรี่ อาทิ ค่ายโตโยต้าลงทุนผลิตแบตเตอรี่นิเกิลเมทัลไฮดราย ค่าย BMW ลงทุนผลิตแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออน สถานการณ์เช่นนี้จะกระทบความต้องการใช้ชิ้นส่วนฯ บางประเภทในตลาด OEM ในระยะยาว อาทิ เครื่องยนต์ หม้อน้ำ ท่อไอเสีย ระบบจ่ายน้ำมัน ถังน้ำมัน ระบบจุดระเบิด เกียร์ ขณะที่ชิ้นส่วนฯ บางประเภท (อาทิ ชิ้นส่วนช่วงล่าง (Suspension) ตัวถัง ระบบส่องสว่างอุปกรณ์ภายในรถ) จะยังมีความต้องการต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นชิ้นส่วนฯ ที่ยังมีความจำเป็น

          อีกทั้งรถยนต์ไฟฟ้า BEV ซึ่งควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ยังจะช่วยยืดอายุการใช้งานชิ้นส่วนฯ บางประเภท อาจมีผลให้ความถี่ในการเปลี่ยนชิ้นส่วนฯ ลดลง อาทิ ยางรถยนต์ และผ้าเบรก 

          นอกจากนี้รถยนต์ในอนาคตจะมีระบบช่วยในการขับขี่ให้ปลอดภัยมากขึ้น อาจมีผลให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุลดลง ส่งผลให้ความต้องการชิ้นส่วนฯ ในตลาด REM มีแนวโน้มลดลงด้วย

 

ข้อมูลจาก : 

  • แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม 2562-2564 : อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ : https://www.krungsri.com