แนวโน้มอุตสาหกรรมยาของไทย ในปี 2019 – 2021

          มูลค่าการจำหน่ายยาในประเทศช่วงปี 2562-2564 คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 4.2-4.6% (ภาพที่ 10-11) ตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยหนุน ดังนี้

          1) การเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจำนวนผู้ป่วยจากโรคเฉพาะทางหรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (อาทิ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนประชากรผู้สูงอายุมีมากขึ้น

          ซึ่งการเจ็บป่วยของผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงสัดส่วนประมาณ 31% รองลงมาคือ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมองตีบ และโรคมะเร็ง ตามลำดับ

         ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดว่าผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปของไทย จะเพิ่มขึ้นจาก 11.2 ล้านคนในปี 2560 เป็น 13.1 ล้านคนปี 2564 (ภาพที่ 12) และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 228 พันล้านบาท (2.8%ของ GDP) ในปี 2565 จาก 63 พันล้านบาทปี 2553 (2.1%ของ GDP) (จากแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติฉบับที่ 12 พ.ศ 2560-2564)

          2) การเข้าถึงช่องทางการรักษาที่ดีขึ้นภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล (ค่ายาและค่ารักษา) ขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะอยู่ในอัตราราว 4.4 – 4.7% ในช่วงปี 2562-2564 (ภาพที่ 13)

          โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องในอัตรา 4.7% ในปี 2564 จากที่ขยายตัว 4.6% ในปี 2561  

 

          3) การขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เนื่องจากความได้เปรียบของไทยทั้งในด้านคุณภาพการบริการและมาตรฐานการรักษาที่เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ (Medical Hub) กอรปกับการที่โรงพยาบาลของไทยมีความก้าวหน้าและมีความพร้อมด้านศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง โดยเฉพาะการรักษาโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ (อาทิ โรคหัวใจ โรคกระดูก โรคมะเร็ง เป็นต้น) รวมทั้งศูนย์ดูแลและบริบาลผู้ป่วยสูงอายุที่มีค่าใช้จ่ายต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง (อาทิ สิงคโปร์และมาเลเซีย) ทำให้ไทยมีผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปและนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Tourist & Medical tourist) ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 80% ของผู้ป่วยต่างชาติทั้งหมด

ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2562 จำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการในไทยจะขยายตัว 5.0% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 8.0% ในปี 2563 จากที่ขยายตัวราว 5.0% ในปี 2561 (ภาพที่ 14) 

          การลงทุนในอุตสาหกรรมยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากนโยบายของ BOI เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ผลิตยาที่ต้องใช้เงินลงทุนเพื่อปรับปรุงโรงงานผลิตให้ได้มาตรฐาน GMP ตามแนวทาง PIC/S โดยผู้ผลิตที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในปี 2560-2561 จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี ส่วนผู้ผลิตที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5 ปี

          นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการผลิตยายังเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของภาครัฐ (New S-curve) ที่มีแผนสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ที่ภาครัฐพร้อมสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณการวิจัยและสิทธิประโยชน์ทางภาษี

          ด้านการนำเข้ายาจากต่างประเทศ คาดว่าจะขยายตัวชะลอลง เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายลดการนำเข้ายาต้นแบบ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตยาภายในประเทศที่มีศักยภาพโดยเฉพาะกลุ่มร่วมทุนต่างชาติผลิตยาที่มีมูลค่าสูงหรือยาที่หมดสิทธิบัตร (อาทิ กลุ่มยาลดความดันโลหิตสูง ยาโรคเบาหวาน และยาปฏิชีวนะ เป็นต้น) รวมถึงยาจากชีววัตถุที่อนาคตมีแนวโน้มจะใช้มากขึ้น เช่น ยามะเร็ง โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาลดค่าขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่

          โดยล่าสุดกลุ่มทุนจากธุรกิจอื่นในประเทศมีแผนรุกการผลิตวัตถุดิบตัวยาสำคัญ เช่น กลุ่ม ปตท. ร่วมกับองค์การเภสัชกรรมสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง หรือกลุ่มเอสซีจี เคมิคอลล์ จะลงทุนผลิตยาชีววัตถุ และบริษัทสหแพทย์เภสัช (เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ) จะผลิตวัตถุดิบสารตั้งต้น ซึ่งน่าจะมีผลลดการนำเข้ายาต้นแบบได้บางส่วน

          สำหรับมูลค่าส่งออกมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียนหลังจากที่ไทยเข้าเป็นสมาชิกการตรวจประเมินยาแห่งสหภาพยุโรป (PIC/S) และโรงงานผลิตยาของไทยที่ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ทำให้ประเทศผู้นำเข้ามีความเชื่อมั่นในคุณภาพยาจากไทยเพิ่มขึ้น  

 

          อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยามีแนวโน้มการแข่งขันเพิ่มขึ้น จาก 1) ผลิตภัณฑ์ยานำเข้าราคาถูกจากอินเดียและจีน (แม้ว่าจีนปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ยาสามัญ แต่ราคาโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น) 2) การเพิ่มขึ้นของนักลงทุนรายใหม่ โดยเฉพาะการเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติ (เช่น ญี่ปุ่น) โดยใช้ไทยเป็นฐานการผลิตยาชื่อสามัญ (Generic drugs) ส่วนหนึ่งเพื่อส่งออกไปจำหน่ายในประเทศของตนและเพื่อเจาะตลาด CLMV  

 

  



ข้อมูลจาก :  www.krungsri.com