• Home
  • Blog
  • Uncategorized
  • เผย 5 อันดับเทรนด์การทำธุรกิจที่จะส่งผลกระทบต่อ ‘ภาคการผลิตทั่วโลก’

เผย 5 อันดับเทรนด์การทำธุรกิจที่จะส่งผลกระทบต่อ ‘ภาคการผลิตทั่วโลก’

       การ์ทเนอร์ ประเทศไทย คาดการณ์ว่า ปีนี้และปีหน้า มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีของภาคอุตสาหกรรมการผลิตและทรัพยากรธรรมชาติ ในไทยจะเติบโตเป็นบวก โดยปี 2564 คาดเติบโต 2.80% และปี 2565 คาดเติบโต 4.41% โดยปี 2565 คาดการณ์ว่า มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีในภาคอุตสาหกรรมการผลิตฯ จะเพิ่มเป็น 78,325 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้ มูลค่าจะอยู่ที่ 75,015 ล้านบาท

       มิเชล ดูเอิสท์ รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ กล่าวว่า การตอบสนองแรกต่อการแพร่ระบาดทั่วโลกของผู้ผลิตหลายราย คือ การเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการผลิตจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่นั่นยังไม่เพียงพอ 

       การ์ทเนอร์ วิเคราะห์เทรนด์ที่สามารถช่วย “ซีไอโอ” และ “ผู้บริหารด้านไอที” ในอุตสาหกรรมการผลิตเตรียมพร้อมกับการหยุดชะงักในอนาคตที่คล้ายคลึงกันได้ในระยะยาวและรับมือกับความท้าทายต่างๆ

 

        เปิด 5 เทรนด์ใหญ่พลิกโฉมภาคผลิต

       เทรนด์ 1 ผสานประสบการณ์ดิจิทัลเข้ากับตัวสินค้า (Digital + Product Experience) 

        การแพร่ระบาดทำให้การสร้างปฏิสัมพันธ์และการติดต่อกับลูกค้ามีข้อจำกัด เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดและส่งผลกระทบไปทั่วโลก 

       ดังนั้นการผสานรวมเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับตัวสินค้า จะช่วยลดอุปสรรคด้านการจัดการแพลตฟอร์มให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค เป็นเพิ่มรูปแบบทำธุรกิจดิจิทัลใหม่ๆ ให้ผู้ผลิตสามารถรักษาความสัมพันธ์กับผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่องหลังการขาย

       การ์ทเนอร์คาดปี 2568 บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำ 50 อันดับแรกจะลงทุนในแอพของแบรนด์ตัวเอง โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) และฝังเทคโนโลยีลงไปในสินค้า เพิ่มวิดีโอที่เป็นหนึ่งในข้อมูลดิจิทัล หรือ ผสมผสานนวัตกรรมเข้ากับไอทีและทีมวิจัยและพัฒนา

 

       เทรนด์ 2 ประสบการณ์ครบ จบในที่เดียว (Total Experience)

       วิธีการที่ซีไอโอและผู้บริหารด้านไอทีใช้เทคโนโลยีและการโต้ตอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ พร้อมมอบอำนาจและความกล้าในการตัดสินใจให้แก่ทั้งลูกค้า และพนักงานเพื่อใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า แนวทางดังกล่าวนี้ ผู้บริหารด้านไอทีสามารถเลือกใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะสมสำหรับเชื่อมต่อกับลูกค้า พันธมิตรและพนักงาน

       การ์ทเนอร์คาดการณ์ในปี 2567 องค์กรที่มุ่งเน้น Total Experience จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่ง 25% โดยเฉลี่ย จากการวัดความพึงพอใจของลูกค้าและพนักงาน

 

       เทรนด์ 3 ความร่วมมือของพันธมิตรในระบบนิเวศ (Ecosystem Partnerships)

       องค์กรระดับโลกหลายรายสามารถใช้ประโยชน์จากความร่วมมือในระบบนิเวศสร้างโอกาสการเติบโตที่มากกว่า และไม่จำกัดอยู่ในตลาดขนาดใหญ่ ที่มีความพร้อมแต่ยังรวมถึงตลาดที่กำลังพัฒนา ในอุตสาหกรรมการผลิตการร่วมมือในระบบนิเวศสามารถสร้างสรรค์ไอเดียเพื่อริเริ่มอะไรใหม่ๆ ได้หลากหลาย

      การ์ทเนอร์คาดการณ์ในปี 2567 ราว 75% ของบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำ 20 อันดับแรกจะจับมือร่วมกันในระบบนิเวศที่มุ่งสู่เป้าหมายการเติบโตและสร้างความยั่งยืน

 

       เทรนด์ 4 การสร้างรายได้จากข้อมูล (Data Monetization)

       ช่วยซีไอโอและผู้บริหารด้านไอทีในอุตสาหกรรมการผลิตวางแผนเพิ่มรายได้จากการแปลงสินค้าและให้บริการในรูปแบบดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็วของภาคการผลิต จะเกิดการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ผู้บริหารด้านไอทีสามารถแบ่งปัน และสร้างรายได้เพิ่มจากข้อมูลจำนวนมหาศาล แม้ธุรกิจจะหยุดชะงัก

       การ์ทเนอร์คาดการณ์ภายในสิ้นปี 2567 ครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์ขององค์กรภาคการผลิตขนาดใหญ่ระดับโลกจะประสบความสำเร็จจากการสร้างรายได้ด้วยข้อมูล

 

       เทรนด์ 5 การให้บริการผ่านอุปกรณ์ Equipment as a Service หรือ EaaS

       เป็นโมเดลเชิงพาณิชย์ที่หลายธุรกิจใช้สำหรับชำระค่าธรรมเนียมในขั้นตอนดำเนินงานของสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำแทนการจัดซื้ออุปกรณ์ รูปแบบลักษณะนี้ซีไอโอจะฝังเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ หรือไอโอที เพื่อใช้ประโยชน์จากการออกแบบทั่วไป และปรับเฟรมเวิร์คให้เข้ากับอุตสาหกรรมเพื่อให้แน่ใจในประสิทธิภาพของสินทรัพย์และค้นหาทางแก้ไขในสินทรัพย์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ

       การ์ทเนอร์คาดว่าในปี 2566 ราว 20% ของผู้ผลิตเครื่องมือในอุตสาหกรรมจะสนับสนุนการให้บริการผ่านอุปกรณ์ (EaaS) ด้วยการเพิ่มความสามารถการควบคุมอุตสาหกรรมระยะไกล (Industrial IoT) จากโรงงานที่เป็นฐานการผลิต ณ ปัจจุบันที่แทบจะเป็นศูนย์

ข้อมูลจาก : https://www.bangkokbiznews.com/tech/957848