• Home
  • Blog
  • Uncategorized
  • Agritech…โอกาสและความท้าทายสำหรับภาคเกษตรไทย

Agritech…โอกาสและความท้าทายสำหรับภาคเกษตรไทย

       ภาคเกษตร ถือเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อสังคมไทย โดยเป็นแหล่งการจ้างงานสูงถึงราว 30% ของกำลังแรงงาน แต่ความสำคัญต่อเศรษฐกิจในรูป GDP กลับมีแนวโน้มลดลง อีกทั้งยังมีความเปราะบางมากกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งแนวโน้มการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าคู่แข่ง หรือแม้แต่ความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับไทย ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ คือ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรอย่าง Agritech มาปรับใช้

 

       ทั้งนี้ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกได้มีการนำ Agritech มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตในภาคเกษตรแล้ว ตัวอย่างเช่น ในอิสราเอล ซึ่งมีการนำระบบตรวจวัดสารเคมีในพืชผ่านเซ็นเซอร์แบบเรียลไทม์มาใช้ ระบบดังกล่าวนี้จะทำหน้าที่วิเคราะห์และสั่งการให้น้ำและปุ๋ยโดยอัตโนมัติ ซึ่งนอกจากจะมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนแล้ว ยังช่วยเพิ่ม yield ได้อีกด้วย โดยพบว่าเกษตรกรผู้ปลูกแอปเปิลสามารถลดการใช้ปุ๋ยและน้ำลงได้ 64% และ 16% ตามลำดับ อีกทั้งยังเพิ่ม yield ได้ถึง 25% นอกจากนี้ ในสหรัฐฯ ก็มีการใช้ Agrobot ซึ่งเป็นหุ่นยนต์จับภาพโดยระบบเซ็นเซอร์ในการจำแนกผลผลิตที่พร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวด้วยแขนกล รวมไปถึงหุ่นยนต์ที่ช่วยกำจัดศัตรูพืชอีกด้วย

 

       สำหรับในไทย เราพบว่าเริ่มมีการนำ Agritech มาประยุกต์ใช้ในภาคเกษตรบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในวงจำกัดเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น กลุ่มมิตรผลที่ร่วมมือกับ IBM และ สวทช. เพื่อพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลการปลูกอ้อย อาทิ ความชื้นในดิน ความเสี่ยงจากศัตรูพืช ดัชนีคุณภาพความหวานของอ้อย ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลและเตรียมการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือ บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) ผู้ส่งออกข้าวโพดหวาน ที่ร่วมมือกับล็อกซ์เลย์ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการนำเทคโนโลยี IoT มาใช้ในการเกษตรแบบแม่นยำ ส่งผลให้บริษัทสามารถคาดการณ์ผลผลิตข้าวโพดหวานที่จะเข้าโรงงานได้ล่วงหน้าถึงมากกว่า 50% และทำให้สามารถวางแผนการส่งออก รวมถึงปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

       ในส่วนของภาครัฐเองก็มีการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ Agritech ในไทยด้วยเช่นกัน โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ส่งเสริมให้มีการลงทุนในระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ เช่น ระบบติดตามสภาวะต่าง ๆ ของพืช ระบบควบคุมการใช้ทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้แก่ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5 ปี ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบผลิตเพื่อส่งออก นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มเกี่ยวกับฐานข้อมูลสภาพดิน แหล่งน้ำ รวมถึงพืชต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกได้ดีขึ้น ซึ่งนโยบายเหล่านี้สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพซึ่งเป็นหนึ่งใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของ EEC อีกด้วย

 

       อย่างไรก็ดี การนำ Agritech มาใช้นั้นยังมีความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกร การรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้มีขนาดใหญ่เพียงพอและคุ้มค่าต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้ หรือแม้แต่ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ เงินกู้ soft loan หรือการสนับสนุนการวิจัยด้าน Agritech ซึ่งในอนาคตหากไทยมีการนำ Agritech มาปรับใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น จะช่วยเอื้อต่อการพัฒนาภาคเกษตรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นได้

ที่มา : https://www.scbeic.com/th รูปภาพปก : https://www.freepik.com/