• Home
  • Blog
  • News
  • แนวโน้มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของไทย ปี 2019 – 2021

แนวโน้มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของไทย ปี 2019 – 2021

          อุตสาหกรรมเครื่องดื่มโดยรวมของไทยในปี 2562-2564 มีแนวโน้ม ขยายตัวแต่มีอัตราการเติบโตไม่สูงนัก เนื่องจากตลาดเครื่องดื่มสำคัญภายในประเทศ (ทั้งน้ำอัดลม เครื่องดื่มบำรุงกำลัง เบียร์ และสุรา สัดส่วนรวมกันประมาณ 90% ของปริมาณจำหน่ายทั้งหมด) เริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวหลังพฤติกรรม ผู้บริโภคใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น

          อีกทั้งปัจจุบันทางการมีมาตรการต่างๆ เพื่อลดอัตราการบริโภคเครื่องดื่มกลุ่มที่ส่งผลกระทบหรือมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ (เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมน้ำตาลมาก) ส่วนตลาดส่งออก (สัดส่วน 10%) คาดว่าจะเติบโตได้อย่างจำกัด ผลจากผู้ผลิตเครื่องดื่มไทยหันไปขยายการลงทุนผลิต เครื่องดื่มในประเทศตลาดส่งออกเป้าหมายแทน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพในการทำตลาดในประเทศคู่ค้า ซึ่งจะมีผลให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มของไทยทยอยรับรู้รายได้จากฐานผลิตในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

         ในส่วนของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ได้อานิสงส์จาก ความต้องการบริโภคในประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตามทิศทางการ เติบโตของเศรษฐกิจ (ภาพที่ 10) การขยายตัวของชุมชนเมือง และสภาพอากาศที่คาดว่าจะร้อนขึ้นจากผลกระทบของปรากฎการณ์ El Nino รอบใหม่ที่จะเริ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2562 ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดเครื่องดื่มแต่ละประเภทมีดังนี้

10

  • น้ำดื่มบรรจุขวด

          คาดว่าความต้องการบริโภคในประเทศปี 2562-2564 จะเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 5-8% ต่อปี เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่จำเป็น และยังเป็นเครื่องดื่มที่ตอบสนอง Life Style ในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากผู้บริโภคคำนึงถึงความสะอาดและปลอดภัยของน้ำดื่มมากขึ้น ซึ่งน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน อาทิ ISO 9001, HACCP ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการบริโภค จึงมีผลให้ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดเติบโตทั้งตลาดน้ำดื่มบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กที่กลุ่มลูกค้าคือผู้บริโภคทั่วไป และน้ำดื่มบรรจุแกลลอนที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นครัวเรือนและสำนักงาน ขณะที่ภาวะการแข่งขันค่อนข้างรุนแรงจากการเข้ามาของ ผู้ผลิตรายใหม่ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ผลิตต้องใช้กลยุทธ์การตลาดและขยายช่องทางการจำหน่ายผลักดันให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น

  • น้ำอัดลม

          คาดว่าการบริโภคในประเทศปี 2562-2564 จะมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยคาดจะขยายตัวเฉลี่ย 0-2% ต่อปี ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก

          1) บจก. เป๊ป ซี่-โคล่า (ไทย) ร่วมทุนกับ บจก.ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มสัญชาติญี่ปุ่น) จัดตั้ง บจก.ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศ ไทย) 10/ ในปี 2561 เพื่อทำการกระจายสินค้าผ่าน “ดอยช์โพสต์ดีเอชแอลกรุ๊ป” ควบคู่กับการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดปัญหาการกระจายสินค้าของค่าย PEPSI ทำให้สามารถเข้าถึงร้านค้าปลีกได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

          2) สภาพอากาศที่คาดว่าจะร้อนขึ้นนับจากปี 2562 จะทำให้มีความต้องการบริโภคน้ำอัดลมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม น้ำอัดลมจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและมีผลเสียต่อสุขภาพ อาจมีผลให้ผู้บริโภคบางส่วนลดการบริโภคน้ำอัดลมตามกระแสใส่ใจสุขภาพ อีกทั้งยังเผชิญการแข่งขันกับสินค้าทดแทน เช่น เครื่องดื่มฟังก์ชันนัลคาร์บอเนต ชาพร้อมดื่ม เป็นต้น

  • เครื่องดื่มบำรุงกำลัง

          คาดว่าความต้องการบริโภคในปี 2562-2564 มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 0-2% ต่อปี เนื่องจากผู้บริโภคฐานรากซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก

1) การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ 10/

2) โครงการประชารัฐสวัสดิการ รอบที่ 2 ที่มีผลบวกต่อเนื่องต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคระดับล่าง

3) การลงทุนภาครัฐที่เร่งขึ้น ทำให้มีเม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า

          อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยกดดันจากรายได้ภาคเกษตรที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนสร้างความเสียหายต่อผลผลิตเกษตร ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากสินค้าทดแทน เช่น กาแฟพร้อมดื่ม เครื่องดื่มเกลือแร่ เป็นต้น

10/ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จ้ากัด (SPBT) จัดตั งขึ นเพื่อขยายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในไทย อาทิ น ้าอัดลม น ้าดื่มบรรจุขวด เครื่องดื่มเกลือแร่ ชา-กาแฟพร้อมดื่ม และน้ำผลไม้ 

          การส่งออกเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง จากแผนขยายการลงทุนเพิ่มในอุตสาหกรรมดังกล่าวในอาเซียน ซึ่งเป็น ตลาดส่งออกหลัก อาทิ บมจ.โอสถสภา (เตรียมลงทุนโรงงานผลิตเครื่องดื่มใน เมียนมาปี 2561-2562) บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (วางแผนลงทุนในระยะเวลาอัน ใกล้สร้างโรงงานผลิตเครื่องดื่มชูกำลังในเวียดนาม และขยายกำลังการผลิตในเมียนมา มาเลเซีย และฟิลิปปินส์) บจก.โคคา-โคลา (ประเทศไทย) (ขยายกำลังการผลิตในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ในปี 2560-2563) บจก.ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม (มีแผนลงทุนในช่วงปี 2561-2565 มูลค่ารวม 5 หมื่นล้านบาท เพื่อลงทุนสร้างโรงงาน/ขยายกำลังการผลิตเครื่องดื่มชูกำลังในอาเซียนและยุโรป) โดยคาดว่าผู้ผลิตจะทยอยรับรู้รายได้จากฐานผลิตในต่างประเทศ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

          ทั้งนี้ อัตราการบริโภคเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ใน CLMV ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ (ภาพที่ 11) ประกอบกับรายได้ประชากรที่มีแนวโน้มสูงขื้น การขยายตัวของสังคมเมือง และผู้บริโภคในกลุ่มประเทศดังกล่าวยังนิยมบริโภคเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ แบรนด์ไทย จึงเป็นโอกาสในการทำตลาดของผู้ผลิตไทยในตลาด CLMV 

11

          สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศปี 2562- 2564 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้แต่ไม่มากนัก (ตารางที่ 4) ผลกระทบจากภาครัฐยังคงควบคุมการทำตลาดและโฆษณา กำหนดโซนนิ่งห้ามดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และรณรงค์/ จัดกิจกรรมงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องกดดันการเติบโตของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อีกทั้งรายได้ ภาคเกษตรที่ยังอยู่ในระดับต่ำยังเป็นข้อจ้ากัดในการขยายตลาดระดับล่าง

tb 4

  • เบียร์

          คาดว่าความต้องการบริโภคในประเทศในช่วงปี 2562-2564 จะกลับมาเติบโตเฉลี่ย 2-4% ต่อปี ตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ขยายตัวต่อเนื่อง และอานิสงส์จากการเร่งทำตลาดในช่วงที่มีการจัดมหกรรมกีฬาสำคัญ ช่วยกระตุ้นยอดจำหน่ายผ่านช่องทางร้านอาหารและ สถานบันเทิง โดยเฉพาะคราฟท์เบียร์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ และผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของไทยเริ่มทำการผลิตคราฟท์เบียร์ในประเทศ 11/

          นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังแตกไลน์สินค้าใหม่ โดยลดปริมาณแอลกอฮอล์และลดขนาด บรรจุภัณฑ์ ทำให้ราคาจำหน่ายไม่สูงนัก เพื่อชดเชยภาระภาษีที่เพิ่มขึ้ นจากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ จึงคาดว่าจะสามารถกระตุ้นตลาดได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคบางส่วนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น อาจทำให้เบียร์ไร้แอลกอฮอล์ 12/ ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ใหม่และกำลังเป็นที่นิยมทั่วโลกเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด เบียร์มีแอลกอฮอล์ได้

  • สุรา

          คาดว่าการบริโภคในประเทศปี 2562-2564 จะมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 0-3% ต่อปี เนื่องจากราคาจ้าหน่ายที่เพิ่มขึ นอาจเป็นข้อจ้ากัดในการ บริโภคสุราของกลุ่มผู้บริโภคในตลาดระดับล่าง เช่น เกษตรกร แรงงานภาคก่อสร้าง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตสุรารายใหญ่วางแผนออกผลิตภัณฑ์ระดับ พรีเมี่ยมเพื่อกระตุ้นตลาด 13/ อาจมีผลให้ตลาดสุราระดับพรีเมี่ยมขยายตัวได้มากกว่า

11/ บจก.บุญรอดบริวเวอรี่ แตกไลน์ผลิตคราฟท์เบียร์เมื่อปลายปี 2560 “Snowy Weizen by EST.33” คราฟท์เบียร์ประเภท ไวเซ่นเบียร์ หรือเบียร์ที่ท้ามาจากมอลต์ของข้าวสาลี และเดือน มิ.ย. 2561 เปิดตัว คราฟท์เบียร์ใหม่ “ EST.33 Copper Craft Beer” ที่มีเอกลักษณ์ จากข้าวกล้องไทยกาบาซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก โดยคราฟท์เบียร์น้าเข้าทั งแบรนด์ไทยและต่างชาติในตลาดมีจ้านวนกว่า 50แบรนด์

12/ เบียร์ไร้แอลกอฮอล์ คือ เบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่้ากว่า 0.5 ดีกรี ผลิตโดยน้าเบียร์ชนิดที่มีแอลกอฮอล์มาผ่านกระบวนการสกัด เอาแอลกอฮอล์ออก แต่ยังคงรสชาติ กลิ่น และสี ของเบียร์ดั งเดิม โดยตลาดเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ในไทยยังมีขนาดเล็กและเป็นเพียงตลาด เฉพาะกลุ่ม เนื่องจากเป็นเบียร์น้าเข้าและผู้ผลิตเบียร์ในประเทศยังไม่ผลิตเบียร์ประเภทนี ออกมาจ้าหน่าย แต่ในยุโรปและสหรัฐฯ ได้รับ ความนิยมผ่านกระแสรักษ์สุขภาพ มูลค่าตลาดเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ของโลกช่วงปี 2553-2558 เติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี ตัวอย่างเบียร์ไร้ แอลกอฮอล์ Heineken 0.0, Asahi Style Free, Carlsberg 0.0% เป็นต้น

13/ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ผู้ผลิตสุรารายใหญ่ของไทยวางแผนออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อจ้าหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังภูมิภาค อาเซียนและเอเชียเหนือ ภายใต้แบรนด์ “รวงข้าว ซิลเวอร์” (Ruang Khao Silver) ซึ่งเป็นสุราขาวระดับพรีเมี่ยม คาดว่าจะเริ่มส่งออกได้ ปลายปี 2561 เป็นต้นไป

         การส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากการบริโภคในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย (สัดส่วนกว่า 80% ของมูลค่าส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมดของไทย) ยังมีแนวโน้มเติบโตดี (ภาพที่ 12) และผู้ประกอบการไทยออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นตลาด รวมทั้งการขยายเครือข่ายกระจายสินค้าในตลาดเอเชียเพิ่มขึ้น อาทิ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ร่วมทุนกับ บจก. เอเชียยูโร ไวน์ส แอนด์ สปิริตส์ (เซินเจิ้น) ซึ่งเป็นธุรกิจจำหน่ายเครื่องดื่มรายใหญ่ที่มีเครือข่ายในจีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม การแข่งขันภายในตลาดอาเซียนค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกกอฮอล์ท้องถิ่นมีส่วนแบ่งการตลาดภายในประเทศค่อนข้างสูง ส่งผลให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ของไทยต้องเข้าไปลงทุนเพื่อขยายฐานผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ของไทยพ่วงกับการทำตลาดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญกับฐานการผลิตในท้องถิ่นเป็นหลัก เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด ตัวอย่างเช่น

1) บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ร่วมทุนกับ Saigon Beer Alcohol Beverage Joint Stock Corporation (Sabeco) ซึ่งเป็น บริษัทเบียร์รายใหญ่สุดในเวียดนาม (ธ.ค. 2560)

2) บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ร่วมลงทุนใน บจก. เมียนมา ซัพพลาย เชน แอนด์ เซอร์วิส โก (MSC) และ บจก. เมียนมา ดิสทิลเลอรี โค (MDC) ซึ่งเป็นโรงกลั่นสุรารายใหญ่สุดในเมียนมา ภายใต้แบรนด์ “Grand Royal”ซึ่งผลจากการเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านของผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ของไทย จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

12