• Home
  • Blog
  • Uncategorized
  • แนวโน้มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปี 2564 – 2566

แนวโน้มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปี 2564 – 2566

       อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยปี 2564-2566 คาดว่าจะกลับมาขยายตัว ตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก (IMF คาดเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 5.5% ในปี 2564 และ 4.2% ในปี 2565) ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศ และความสำเร็จในการคิดค้นวัคซีน COVID-19 ซึ่งทยอยฉีดให้กับประชาชนไปแล้วในหลายประเทศทั่วโลกตั้งแต่ปลายปี 2563 น่าจะช่วยให้สถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลายลงโดยลำดับ ประกอบกับ สต็อกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในระดับต่ำจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วง Lockdown ของหลายประเทศ ส่งผลให้มีการกลับมาผลิตเพื่อสะสมสต็อกมากขึ้น สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรม HDD และ IC ของไทยมีรายละเอียดดังนี้

1 1

       ปี 2564-2566 การผลิต HDD มีแนวโน้มเติบโตเล็กน้อย ขณะที่มูลค่าส่งออกจะเติบโตเฉลี่ย 3.0-4.0% ต่อปี จากปัจจัยบวก ได้แก่ (1) ความต้องการ HDD ที่มีความจุสูง (ขนาด 3.5 นิ้ว) ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้งาน Cloud computing และ Data center ในการจัดการกับ Big data ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผลจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 กระตุ้นให้การใช้งานบนระบบ Cloud computing เติบโตดี[5] รองรับการทำงานและการศึกษาระยะไกล และ (2) ผู้ผลิต HDD ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อยืดอายุการใช้งาน และพัฒนาให้มีความจุขนาดใหญ่เพื่อรองรับข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลให้ราคา HDD ต่อความจุข้อมูลลดลงตามไปด้วย

       โดยอาศัยเทคโนโลยีการผลิต/บันทึกข้อมูลแบบใหม่ อาทิ Helium Hard Drive[6], Shingled Magnetic Recording (SMR)[7], Heat-Assisted Magnetic Recording (HAMR)[8] และ Microwave-Assisted Magnetic Recording (MAMR)[9] ซึ่งจะช่วยให้การส่งออก HDD ของไทยยังสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ต่อเนื่อง

       อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรม HDD ของไทยยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายที่จะจำกัดโอกาสการเติบโต ได้แก่ (1) ความต้องการใช้ HDD ใน PC ที่มีแนวโน้มลดลงในตลาดโลก โดย IDC (September 2020) คาดยอดจำหน่าย PC ในตลาดโลกจะลดลงเฉลี่ย 2.0-4.0% ในช่วงปี 2564-2566 และ (2) การเข้ามาแย่งตลาดของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลประเภทอื่นซึ่งเป็นสินค้าทดแทน อาทิ SDD ที่เข้ามาแทนที่ HDD ขนาด 1.8 นิ้ว (ปัจจุบันไม่มีจำหน่ายในตลาดแล้ว) และขนาด 2.5 นิ้ว ที่นิยมใช้เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลใน Notebook และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพา

       ทำให้ยอดจำหน่าย HDD ในกลุ่มนี้มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ (ภาพที่ 18) นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ Tape drive ซึ่งมีความทนทานและช่วยลดต้นทุนในการจัดเก็บ/สำรองข้อมูลแบบถาวร เหมาะสำหรับข้อมูลที่ไม่ต้องการเรียกใช้บ่อยสามารถนำมาใช้ทดแทน HDD สำหรับ Server และ ระบบ Cloud computing (ภาพที่ 20)

2
3
4

       ปี 2564-2566 การผลิต IC มีแนวโน้มเติบโตดี ขณะที่มูลค่าส่งออกคาดว่าจะกลับมาเติบโตเฉลี่ย 6.0-7.0% สอดคล้องกับ World Semiconductor Trade Statistics (WSTS) ที่คาดว่ายอดจำหน่ายเซมิคอนดักเตอร์โลกจะเติบโต 8.4% ในปี 2564 เร่งขึ้นจาก 6.0% ในปี 2563 (ภาพที่ 21)

       ขณะที่ Semiconductor Equipment Association of Japan (SEAJ) คาดมูลค่าตลาด Semiconductor Manufacturing Equipment ของบริษัทญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศจะเติบโต 7.3% และ 5.2% ในปี 2564 และ 2565 ตามลำดับ ต่อเนื่องจาก 8.2% ในปี 2563 (ภาพที่ 22) เป็นผลมาจาก (1) หลายประเทศใช้มาตรการ Lockdown ทำให้ประชาชนต้องทำงานและเรียนที่บ้าน ในช่วงการระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก หนุนให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาทิ PCs Notebooks Tablets Games consoles และ Smartphones เติบโตดี และ (2) การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ตาม Megatrends ของโลก อาทิ (a) การพัฒนาเทคโนโลยีในรถยนต์ โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์อัตโนมัติที่ต้องใช้ระบบซอฟต์แวร์มากขึ้น ทำให้มีความต้องการ IC ในรถยนต์มากถึง 150 ประเภท จากรถยนต์ทั่วไปที่ใช้ IC อย่างน้อย 40 ประเภท และ (b) Smartphone รุ่นใหม่ที่เชื่อมต่อสัญญาณ 5G ต้องใช้ IC ในปริมาณมากกว่า Smartphone รุ่นเชื่อมต่อสัญญาณ 4G ถึง 40%

       ทั้งนี้ คาดว่าเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม 5G จะพัฒนาและแพร่หลายไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว โดยคาดว่าเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ทั่วโลกในปี 2564 จะเพิ่มขึ้น 19% (Gartner, July 2020) ซึ่งจะรองรับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ได้มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ IC มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี 2563 ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลน IC แต่คาดว่าปัญหาดังกล่าวจะทยอยคลี่คลายตั้งแต่ไตรมาส 2/2564 จากการเร่งลงทุนและขยายกำลังการผลิตของประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยี (Box 1)

5
6

        ปัญหาขาดแคลนแผงวงจรไฟฟ้าคาดว่าจะค่อยๆ คลี่คลายลงตั้งแต่ไตรมาส 2/2564 จากการเร่งลงทุนและขยายกำลังการผลิตของประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยี

 

        ปัญหาขาดแคลนแผงวงจรไฟฟ้า (IC) หรือ Chips ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2563 ซึ่งเป็นผลของอุปสงค์ในตลาดโลกที่เร่งตัวจาก (1) ความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องสื่อสารทางไกลจากการทำงานและเรียนที่บ้าน ท่ามกลางมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social distancing) จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และ (2) การพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G และยานยนต์อัจฉริยะ

        ทำให้ความต้องการ IC เพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่ยังมีข้อจำกัดด้านอุปทานจาก

       (1) การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิต IC ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงและใช้เวลาในการสร้างโรงงานใหม่/ขยายกำลังการผลิต ซึ่งมีกระบวนการที่ซับซ้อนต้องอาศัยความชำนาญและเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่การสกัดซิลิกอน ไปจนถึงขั้นตอนการผลิตเวเฟอร์และผลิตเซมิคอนดักเตอร์ประเภทต่างๆ

       (2) ผู้ผลิตที่มีศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีและต้นทุนการผลิตยังมีจำนวนไม่มากนัก โดยกระจุกตัวอยู่กับผู้ผลิตรายใหญ่เพียง  2 ราย ได้แก่ Taiwan Semiconductor Manufacturing (TSMC) สัญชาติไต้หวัน ส่วนแบ่งตลาด 54% ของมูลค่าตลาด IC โลก และ GLOBAL FOUNDRIES สัญชาติสหรัฐฯ ส่วนแบ่งตลาด 11% (BottomLiner 2016)

       (3) ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และผู้ผลิตรถยนต์บางรายเริ่มกักตุน IC เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนชิ้นส่วนสำคัญ 

 

       อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรีคาดว่าปัญหาขาดแคลน IC จะค่อยๆ ผ่อนคลายลงตั้งแต่ไตรมาส 2/2564 สอดคล้องกับสำนักวิจัย HIS_Markit (คาดการณ์เมื่อ มกราคม 2564) ที่คาดว่าปัญหาขาดแคลน IC สำหรับรถยนต์ ซึ่งจะทำให้การผลิตรถยนต์ในปี 2564 ลดลง 6.72 แสนคัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.73% ของปริมาณผลิตรถยนต์ทั่วโลกในปี 2562 (91.8 ล้านคัน) จะเริ่มมีทิศทางดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ช่วงกุมภาพันธ์-มีนาคม 2564 เนื่องจากผู้ผลิต IC_ในหลายประเทศเริ่มขยายกำลังการผลิต

       นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2564 รัฐบาลของประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์อาทิ จีน ไต้หวัน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ต่างเร่งสนับสนุนการลงทุนเพื่อขยายการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และ IC ภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น Semiconductor Manufacturing International (SMI) ผู้ผลิต IC รายใหญ่ของจีนเร่งลงทุนขยายการผลิต IC เพิ่มอีก 45,000 Chips ต่อเดือน ส่วน TSMC และ United Microelectronics Corporation (UMC) ในไต้หวันเร่งลงทุนขยายการผลิตเพิ่มจากเดิมอีก 60% และ 50% ตามลำดับ (The Loadstar, the supply chain news link, United Kingdom, February 2021) โดยบริษัทผู้นำเทคโนโลยีรายใหญ่ในหลายประเทศ ได้แก่ CREE Inc (สหรัฐฯ)  Sumitomo Electric Industries Ltd (ญี่ปุ่น)  Sanan Optoelectronics Co. Ltd. (จีน)  และ Electronics Technology Group Corp (จีน) กำลังลงทุนผลิตเซมิคอนดักเตอร์รุ่นที่ 3 (Third-generation semiconductors) ที่ผลิตจาก Silicon carbide และ Gallium nitride มีคุณสมบัติพิเศษทางกายภาพและทางเคมีที่ดีขึ้นเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า โดยเริ่มลงทุนผลิตในปี 2564 (Aljazeera.com)

       ขณะเดียวกัน ประเทศผู้นำทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีนต่างเร่งสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยกระจายแหล่งจัดซื้อ IC ไปยัง suppliers ทั่วโลกเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบสำรอง พร้อมกับเพิ่มศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองโดยดึงดูดบริษัทผู้ผลิต IC รายใหญ่ของโลกเช่น TSMC ให้เข้าไปร่วมลงทุนฐานการผลิต IC ในรูปแบบโครงการ Public-private partnership (Bloomberg, January 2021 “The world is dangerously dependent on Taiwan for semiconductors”)

     

มุมมองวิจัยกรุงศรี

       คาดว่ารายได้ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยปี 2564-2566 จะกลับมาขยายตัว ปัจจัยหนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ตาม Megatrends ของโลก

  • ผู้ผลิตฮาร์ดิสก์ไดร์ฟและส่วนประกอบ: รายได้คาดว่าจะเติบโตตามความต้องการของประเทศคู่ค้า โดย HDD ที่มีความจุสูงจะเติบโตต่อเนื่อง  เพื่อรองรับความต้องการใช้งาน Cloud_computing  ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังพัฒนาการผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตยังคงเผชิญปัจจัยที่จำกัดการเติบโตจากความต้องการ HDD ที่มีแนวโน้มลดลงตามยอดจำหน่าย PC ในตลาดโลก รวมถึง HDD มีแนวโน้มถูกทดแทนด้วย SSD มากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการ Subcontractor จำเป็นต้องพัฒนาการผลิตให้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยอาจต้องลงทุนเพิ่มเติม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และคาดว่าจะไม่สามารถผลักภาระต้นทุนได้มากนักจากอำนาจการต่อรองที่ต่ำกว่า ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันมาร์จินของผู้ประกอบการ Subcontractor

 

  • ผู้ผลิตแผงวงจรไฟฟ้าและส่วนประกอบ: คาดว่ามูลค่าส่งออก IC จะทยอยเติบโต ปัจจัยหนุนจากยอดจำหน่ายเซมิคอนดักเตอร์โลกที่คาดว่าจะขยายตัวดี เป็นผลมาจากการระบาดของ COVID-19 ที่ผลักดันให้ความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะด้าน Internet of Things (IoT) และ Data Center เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนายานยนต์อัจฉริยะและการสื่อสารโทรคมนาคม 5G ที่มีแนวโน้มรุดหน้าและแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว (พิจารณาจากเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ทั่วโลกในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะรองรับเทคโนโลยี IoT ได้มากยิ่งขึ้น) ส่งผลให้ความต้องการใช้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะ IC มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ IC และ Subcontractor ในไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการผลิตให้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับความต้องการ IC ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จึงอาจมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามมีความได้เปรียบจากต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่าและมีการพัฒนาการผลิตสูงขึ้นเป็นลำดับ อาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและผลประกอบการของอุตสาหกรรม IC ของไทย ซึ่งมีลักษณะรับจ้างผลิตและพึ่งพาแรงงานสูง

 

  • ผู้ผลิตวงจรพิมพ์และส่วนประกอบ: รายได้มีแนวโน้มเติบโตตามมูลค่าส่งออก ผลจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสินค้าไฮเทค (อาทิ รถยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า) ไปสู่ระบบการทำงานอัจฉริยะโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือ IoT ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทวงจรพิมพ์ (Print Circuit Board: PCB) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ลักษณะของการดำเนินธุรกิจที่เป็นการรับจ้างผลิต และพึ่งพาแรงงานสูง ทำให้ผู้ประกอบการในไทย โดยเฉพาะ Subcontractor ค่อนข้างเสียเปรียบด้านต้นทุนการผลิตจากค่าจ้างแรงงานไทยที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เช่น จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ซึ่งจะมีผลกดดันศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

ข้อมูลและรูปภาพประกอบจาก : https://www.krungsri.com/th/research/industry/industry-outlook/Hi-tech-Industries/Electronics/IO/io-Electronics-21