• Home
  • Blog
  • Uncategorized
  • อียูผลักดันเทคโนโลยี AI เพื่อรับมือกับวิกฤติโควิดและโลกแห่งอนาคต

อียูผลักดันเทคโนโลยี AI เพื่อรับมือกับวิกฤติโควิดและโลกแห่งอนาคต

       การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ได้กลายเป็นหัวข้อที่มีความสําคัญเชิงกลยุทธ์ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนที่สําคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและสังคม “สีเขียวและดิจิทัล” ตามนโยบายของอียู ซึ่งในปี 2563 อียูได้มีการเพิ่มงบประมาณสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ ขึ้น 3 เท่าเป็น 1,500 ล้านยูโร (จาก 500 ล้านยูโร เมื่อปี 2560) ซึ่งเป็นการย้ำให้เห็นว่าอียูให้ความสําคัญด้านการพัฒนา AI เพิ่มมากขึ้น และสําหรับพัฒนาการที่น่าจับตาในปีนี้ ได้แก่ ร่างกฎหมายด้าน AI ของอียู และแผนการดําเนินการร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกอียู (Coordinated plan) ซึ่งอียูมีกําหนดที่จะมีการเผยแพร่เอกสารทั้ง 2 ฉบับในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 เดือนเท่านั้น

       เมื่อปีต้นปีที่แล้ว อียูได้มีการเผยแพร่เอกสารสําคัญด้านการพัฒนา AI 2 ฉบับเช่นกัน ได้แก่ 1) สมุดปกขาวเรื่อง “Artificial Intelligence – A European Approach to Excellence and Trust” โดยระบุแผนการออกกฎหมายที่จะครอบคลุมมิติเทคโนโลยี จริยธรรม กฎหมาย สังคมและเศรษฐกิจของ AI และ 2) เอกสาร “Ethics Guidelines for Trustworthy AI” เพื่อกําหนดแนวทางในการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่มีความก้าวหน้า มีจริยธรรม และปลอดภัย โดยมุ่งสร้าง “AI ที่เชื่อถือได้”

 

       โอกาสของการพัฒนาเทคโนโลยี AI

       เทคโนโลยี AI มีศักยภาพในการช่วยส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นปัจจัยสําคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจอียู เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมสามารถนําเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้รวดเร็วและมีความแม่นยําสูงและใช้ทรัพยากรน้อย ตั้งแต่การรักษาโรคไปตลอดจนการลดผลกระทบจากภาคการเกษตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนําเทคโนโลยี AI มาใช้ในการเชื่อมต่อและพัฒนายานพาหนะไร้คนขับ เทคโนโลยีการจดจําใบหน้า และการวินิจฉัยโรคโดยใช้ AI ช่วยเพื่อความแม่นยํา ซึ่งนับเป็นตัวอย่างบางส่วนของการนําเทคโนโลยี AI มาใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งทีมงานฯ คาดการณ์ว่าการใช้เทคโนโลยี AI ในชีวิตประจําวันจะกลายเป็น “new normal” แน่นอน

      ปัจจุบันมีการใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ และภาครัฐมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม การแพทย์และสุขภาพ เพื่อช่วยรับมือกับวิกฤติโควิดและทุ่นแรงบุคคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลน ซึ่งในสมุดปกขาวอียูได้เสนอให้พิจารณาจัดอุตสาหกรรมการแพทย์ฯ ให้อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี AI ที่มีความเสี่ยงสูง (high-risk AI applications) เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวและมีผลกระทบสูง เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมการขนส่ง อุตสาหกรรมพลังงาน และกิจการภาครัฐที่สําคัญ ซึ่งหมายความว่าการประยุกต์ใช้ AI ในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวต้องเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติของอียู อาทิ การเก็บรักษาข้อมูล การให้ข้อมูลแก่สาธารณะและการควบคุมดูแลโดยมนุษย์ เป็นต้น

 

       การนําเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19 ในอียู

       ส่วนในบริบทของของวิกฤตโควิด-19 นาง Lucilla Sioli ผู้อํานวยการด้าน AI และอุตสาหกรรมดิจิทัล กระทรวงโทรคมนาคมของอียู ได้กล่าวถึงบทบาทสําคัญของ AI ในการช่วยจัดการกับวิกฤตโควิด-19 ในอียู ได้แก่ 1) ช่วยเร่งการพัฒนาวัคซีนและยาป้องกันโควิด-19 2) ช่วยระบุวิธีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และ 3) ช่วยแพทย์วินิจฉัยภาพเอ็กซ์เรย์ปอดของผู้ติดเชื้อโควิด ซึ่งนาง Lucilla เน้นย้ำว่า AI นั้น เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง มีโอกาสในการพัฒนาและนํามาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อีกมาก

       นาง Loubna Bouarfa ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัท Okra Technologies กล่าวว่า “ความรวดเร็วและข้อมูล คือ สกุลเงินใหม่ของยุคปัจจุบัน” โดยชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการนําเทคโนโลยี AI มาใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์เพื่อเร่งกระบวนการต่างๆ อาทิ ความสําเร็จในการย่นระยะการคิดค้น ผลิต และแจกจ่ายวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 จากปกติที่อาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปีในการผลิตวัคซีนสู่ตลาด เหลือเพียง 10 เดือนเท่านั้น

       อียูลงทุนในการพัฒนาเครื่องมือ AI เพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยเคสโควิด-19 ภายในหนึ่งนาที โดย อัลกอริทึมจะใช้ภาพที่รวบรวมโดยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computerized Tomography: CT) เพื่อ ตรวจหาเคสที่สงสัยว่าจะเป็นการติดเชื้อโควิด-19 และแจ้งเตือนแพทย์ที่ทําการเอ็กซ์เรย์ทันที ซึ่งเป็นการลดการทํางานของบุคคลากรทางการแพทย์และช่วยให้สามารถรักษาผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้น และยังเป็นการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อข้ามสายพันธุ์อีกด้วย

       เมื่อปลายปี 2563 อียูได้สั่งซื้อหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโรคจํานวน 200 ตัว เพื่อแจกจ่ายให้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ ในอียู ซึ่งหุ่นยนต์นี้ใช้ไฟยูวีในการฆ่าเชื้อโรคภายในห้องผู้ป่วย โดยผู้บังคับหุ่นยนต์จะสั่งงานจากภายนอกห้อง เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อไวรัสและแสงยูวี โดยกระบวนการฆ่าเชื้อโรคภายในห้องใช้เวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น ซึ่งเป็นการประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงของบุคคลกรทางการแพทย์ รวมถึงเป็นการป้องกันและลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิดในโรงพยาบาลทั้งนี้ การใช้ไฟยูวีแทนสารเคมีในการฆ่าเชื้อโรคนั้นเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า เนื่องจากบุคคลากรไม่จําเป็นต้องสัมผัสขนย้าย หรือ จัดเก็บสารเคมีอันตรายที่มีฤทธิ์ กัดกร่อน ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 ก.พ. นี้ อียูได้นําส่งหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโรครอบแรกจํานวน 31 ตัวให้แก่โรงพยาบาลในสโลวาเนียเป็นแห่งแรก ตามด้วย เบลเยียม เดนมาร์ก เยอรมนี เอสโตเนีย ไอร์แลนด์ กรีซ สเปน โครเอเชีย ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก และเนเธอร์แลนด์

       อีกเทคโนโลยีที่มองข้ามไม่ได้ คือ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งภายใต้โครงการ Exscalate4Cov ของอียู ได้ ทําการทดลองซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีความซับซ้อนที่สุด เพื่อสํารวจวิธีการใหม่ ๆ ในการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด19 ซึ่งเบื้องต้นพบว่า ยารักษาโรคกระดูกพรุน (raloxifene) เป็นยาที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดและอาจ สามารถนํามาใช้เพื่อลดอาการโควิด-19 สําหรับผู้ป่วยที่มีอาการน้อยได้ ซึ่งเป้าหมายปัจจุบันของโครงการนี้ มุ่งเสริมสร้าง “ห้องสมุดโมเลกุล” และค้นหาโมเลกุลใหม่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยารักษาเชื้อไวรัสโควิด-19

 

       ความท้าทายของการพัฒนาเทคโนโลยี AI

       ในส่วนของเทคโนโลยี AI นั้นมีข้อจํากัดเช่นกัน อาทิ การทํางานของ AI นั้นขาดความโปร่งใส และในบางกรณีก็ไม่สามารถอธิบายถึงกระบวนการทํางานของ AI ได้ ซึ่งอียูมองว่าประเด็นนี้อาจเป็นช่องว่างให้มีการละเมิดสิทธิในการใช้ข้อมูลได้ อีกทั้งยังมีประเด็นถกเถียงเรื่องความรับผิดชอบ (Liabilities) เนื่องจาก AI นั้น มิใช่บุคคลหรือบริษัท เพราะฉะนั้นในกรณีเกิดความผิดพลาด ความรับผิดชอบควรตกอยู่กับบริษัทผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ AI ดังนั้นอียูจึงต้องการเสนอร่างกฎหมายที่รักษาสมดุลระหว่างการพัฒนา AI และการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชนอียูซึ่งเป็นความท้าทายของการออกร่างกฎหมายฯ ฉบับนี้

       ในส่วนของการแข่งขันระดับโลกระหว่างสหรัฐฯ จีน และยุโรปในการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่มีความฉลาดเพิ่มมากขึ้นนั้น อียูมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นําในการเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา AI ที่ทันสมัยและใช้ประโยชน์จากศักยภาพของ AI อย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันอียูยังต้องการผลักดันค่านิยมของอียูที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (human-centric approach) มีจริยธรรม ปลอดภัย และที่สําคัญต้องเคารพสิทธิของประชาชนด้วย

       ทั้งนี้ ประเด็นต่าง ๆ ที่ภาคประชาสังคมและประชาชนอียูบางส่วนยังมีข้อกังวล ได้แก่ มาตรฐานและความปลอดภัยของ AI รวมถึงประเด็นด้านจริยธรรมและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีการจดจําใบหน้าที่มีกระแสต่อต้านมากมาย ดังนั้น อียูจึงเน้นแนวทางในการพัฒนา AI ควบคู่ไปกับการเสนอกรอบกฎหมายที่เหมาะสม เพื่อควบคุม AI ให้อยู่ในกฎเกณฑ์และไม่ละเมิดค่านิยมของอียู

       ขณะนี้ ประเทศสมาชิกและคณะกรรมาธิการยุโรปกําลังร่วมกันพัฒนากรอบกฎหมายสําหรับกลุ่มเทคโนโลยี AI ที่มีความเสี่ยงสูง และแผนการดําเนินการร่วมกันเพื่อกําหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของแต่ประเทศสมาชิกและอียูให้สอดคล้องกัน โดยร่างกรอบกฎหมายฯ นี้ สร้างขึ้นจากความแข็งแกร่งของอียู ในด้านต่าง ๆ อาทิ กฎหมาย GDPR งานวิจัยที่เป็นเลิศ ความเป็นผู้นําในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ยานยนต์ และ หุ่นยนต์กรอบกฎหมายที่มั่นคง และความหลากหลายทางวัฒนธรรม อีกทั้งกฎหมายนี้ จะเป็นการสร้าง level playing field ด้าน AI ในอียูอีกด้วย

       เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วยิ่งขึ้นของโลกดิจิทัล โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งได้กลายเป็นปัจจัยที่มีความสําคัญ และเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันที่สําคัญในมิติต่างๆ ตั้งแต่ประเด็นสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ประเด็นสุขภาพและการแพทย์ ไปจนถึงประเด็นการค้าและพาณิชย์ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรศึกษาการพัฒนาและการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพต่าง ๆ เพื่อการกำหนดทิศทางและพัฒนาความเป็นผู้นำในมิติที่ประเทศไทยต้องการผลักดันในอนาคตต่อไป

ข้อมูลจาก :  https://globthailand.com/brussels-110321/