• Home
  • Blog
  • Uncategorized
  • เจาะ 7 ความต้องการที่แท้จริงของเจน Alpha เพื่อธุรกิจที่เติบโตในปี 2021

เจาะ 7 ความต้องการที่แท้จริงของเจน Alpha เพื่อธุรกิจที่เติบโตในปี 2021

       เจาะเทรนด์ประจำปี 2021 ผ่านมุมมอง ทัศนคติ และวิถีชีวิตของกลุ่มคนรุ่นต่างๆ เจน Alpha คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 2010-ปัจจุบัน เพื่อค้นหาและคาดการณ์สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่ต้องการ รวมทั้งศักยภาพที่เจนอัลฟ่ามีต่อธุรกิจ เพราะหากเรียนรู้ความต้องการที่ตรงจุดของผู้บริโภคหลักตัวจริง การเติบโตของธุรกิจก็ย่อมเป็นไปได้

 

       1. คาดหวังในผลิตภัณฑ์ที่มีความลื่นไหลและแสดงออกถึงตัวตนที่ชัดเจน

       เจนอัลฟ่าเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ต่างจากเจเนอเรชันก่อนอย่างมาก จึงเป็นกุญแจสำคัญให้ธุรกิจต้องเรียนรู้ถึงปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมเรื่องเพศ การเล่นผ่านหน้าจออย่างอิสระ การแสดงอารมณ์ ไปจนถึงเทคโนโลยีและความบันเทิงในชีวิตจริง ตลอดจนทัศนคติแบบผู้ประกอบการที่พร้อมพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ การศึกษาจาก Beano for Brands บริษัทที่ปรึกษาซึ่งอยู่เบื้องหลังการผลิตการ์ตูนเด็ก พบว่า 86% ของเจนอัลฟ่าสนุกกับการออกแบบ การคิดริเริ่ม และการลงมือสร้างสิ่งต่างๆ โดย 58% เชื่อเรื่องความหลากหลายทางเพศ ซึ่งอาจเป็นเพราะการเติบโตมาในช่วงที่โลกให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่มมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่คาดหวังจึงต้องมีความลื่นไหลและแสดงออกถึงตัวตนที่ชัดเจน

 

       2. ห้างค้าปลีกในอนาคตต้องเพิ่มสัดส่วนและผนวกประสบการณ์ด้านการเรียนรู้

       ห้างค้าปลีกในอนาคตสำหรับเจนอัลฟ่า ต้องเพิ่มสัดส่วนและผนวกประสบการณ์ด้านการเรียนรู้เข้าไป เพราะเป็นเหตุผลที่พ่อแม่จะเลือกเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับเด็กๆ อย่าง Toys “R” Us ที่กลับมาเดินเครื่องอีกครั้งช่วงปลายปี 2019 ในเมืองพารามัส มลรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของแบรนด์ด้วยขนาดที่เล็กลง เน้นประสบการณ์และการเรียนรู้ผ่านการเวิร์กช็อปในกลุ่มความรู้ STEAM ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม ศิลปะและคณิตศาสตร์ ขณะที่การเปลี่ยนแปลงโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมยังเป็นช่องทางให้คนรุ่นใหม่สามารถเชื่อมต่อกับการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น อย่างสาขาใหม่ของ Microsoft ในลอนดอนที่ออกแบบให้เป็นคอมมูนิตี้ที่สามารถเรียนรู้เรื่องการโค้ดดิ้งได้อย่างสะดวกสบาย

 

       3. สนใจพื้นที่ทำให้เกิดความเชื่อมโยงและสร้างความภักดีต่อแบรนด์ของครอบครัวต่างเจเนอเรชัน

      รายงานศึกษาของ Mintel ระบุว่า มากกว่า 3% ใน 2,000 ครอบครัวที่ทำการสำรวจ เลือกใช้การช้อปปิ้งเป็นช่วงเวลาในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับเด็กๆ ดังนั้น พื้นที่ที่กระตุ้นให้พ่อแม่และลูกสามารถเล่นและมีปฏิสัมพันธ์กับเจเนอเรชันอื่นๆ ได้ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ การเพิ่มจำนวนการเข้าใช้งาน และการสร้างประสบการณ์ ตลอดจนความทรงจำของทั้งครอบครัว

 

       4. การออกแบบที่ตระหนักถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

       การเพิ่มความตระหนักถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (Hidden Disabilities) เช่น กลุ่มออทิสติก ช่วยให้เกิดแรงขับเคลื่อนสู่การออกแบบพื้นที่ที่มีส่วนช่วยให้ทั้งพ่อ แม่ และเด็ก ใช้ชีวิตได้ดียิ่งขึ้น เช่น การออกแบบที่เชื่อมโยงกับประสาทสัมผัสของผู้ใช้ (Sensory Friendly) อย่างศูนย์การค้า Intu ในสหราชอาณาจักร ที่ออกกระเป๋าที่เรียกว่า Sensory Bag ซึ่งภายในบรรจุด้วยระบบการสั่งยกเลิกด้วยเสียง หูฟัง ลูกบอลคลายเครียด (Stress ball) และแฮนด์ สปินเนอร์ (Hand Spinner) โดยพ่อแม่สามารถวางเงินมัดจำชุดอุปกรณ์ดังกล่าวเพียง 20 ปอนด์ก่อนใช้งาน

 

       5. เรียนรู้การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และการมีสุขภาวะที่ดียิ่งขึ้น

       การเติบโตมาในยุคของความวิตกกังวลและเห็นภาวะหมดไฟของพ่อแม่ ทำให้เจนอัลฟ่าเรียนรู้ที่จะจัดการอารมณ์และลดความเครียดของตนเองได้ตั้งแต่ยังเด็ก อีกทั้งยังสร้างบทบาทของตัวเองในหลากหลายรูปแบบที่เชื่อมต่อกัน (Multi-Hyphenate) ซึ่งอาจมีผลต่ออาชีพของพวกเขาในอนาคต การฝึกสติ (Mindful Practices) กำลังถูกผนวกเข้ากับชีวิตประจำวัน ขณะที่ระบบการศึกษาก็เน้นยำเรื่องการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และการมีสุขภาวะที่ดีมากขึ้น ด้วยเหตุที่พ่อแม่ชาวมิลเลนเนียลนั้นมีลูกช้าและจำนวนน้อยกว่าถ้าเทียบกับเจเนอเรชันก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมีการคาดการณ์ว่าพ่อแม่กลุ่มนี้มีเวลาและเงินมากกว่าที่จะใช้จ่ายสำหรับลูกหลาน ดังนั้นเจนอัลฟ่าจึงมักเติบโตมาท่ามกลางการมีมาตรฐานชีวิตที่ดีขึ้น

 

       6. วางกรอบคุณค่าและรสนิยมของตนเอง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดจากความต้องการของคนรุ่นใหม่

       พ่อแม่มิลเลนเนียลมักหาสิ่งที่ดีที่สุดและปรนเปรอลูกๆ ด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ หรือสินค้าแบรนด์หรู ทำให้แนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมรดกตกทอดที่ทำให้เจนอัลฟ่าจะนิยมซื้อและตัดสินใจ พร้อมวางกรอบคุณค่าและรสนิยมของตนเอง การสร้างสรรค์ใหม่ๆ จะเกิดจากความต้องการของคนรุ่นใหม่ และนำโดยคนรุ่นใหม่ (Young Creative) หรือเรียกว่าเป็นการเคลื่อนไหวของเด็กที่มีความคิดแบบผู้ใหญ่ (Adult-Kids) 

 

       7. ต้องการมาตรฐานสำหรับชีวิตใหม่ในอนาคต

       ปี 2017 บริษัท McKinsey รายงานว่า สมาร์ตเทคโนโลยีจะขจัดงานในปัจจุบันกว่าครึ่งลงภายในปี 2035 หากผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีบางส่วนชูประเด็นเรื่องการจัดสรรรายได้ขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชน (Universal Basic Income) รายได้ดังกล่าวจะทำให้คนอาจไม่จำเป็นต้องทำงาน และเป็นมาตรฐานสำหรับชีวิตใหม่ในอนาคต ถ้าแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง เจนอัลฟ่าจะมีเวลาเหลือเฟือมากกว่าเจนอื่นๆ ที่ผ่านมา รวมถึงมีเวลาลงลึกในสิ่งที่ตนเองสนใจ

ที่มา : https://web.tcdc.or.th
รูปภาพ : https://unsplash.com/