• Home
  • Blog
  • Uncategorized
  • ยิ่งเร่ง ยิ่งเติบโต! ส่องทิศทาง IIoT ในภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

ยิ่งเร่ง ยิ่งเติบโต! ส่องทิศทาง IIoT ในภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

       หนึ่งในเมกะเทรนด์โลกที่กําลังเข้ามาปฏิวัติภาคอุตสาหกรรม คือ เทคโนโลยี Industrial Internet of Things (IoT) ด้วยคุณประโยชน์ที่จะช่วยยกระดับ ประสิทธิภาพการผลิต จากการติดตามการทํางานของเครื่องจักรแบบ Real time ตลอดจนการวิเคราะห์คุณภาพและการบํารุงรักษาเชิงคาดการณ์ ซึ่งจะช่วยลด ปัญหา Downtime และลดต้นทุนลง โดยในกรณีของไทยพบว่าค่าติดตั้ง ซ่อมแซม และบํารุงรักษาเครื่องจักร คิดเป็นเงินสูงถึง 2.06 แสนล้านบาทต่อปี

 

       IoT ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 12% ภายในช่วงปี 2020-2025 ตามการ คาดการณ์ของ McKinsey โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากทั้งฝั่ง Demand และ Supply เช่น ต้นทุน Sensor และ Data storage ที่ถูกลง ระบบ Connectivity ที่ดีขึ้นจาก สัญญาณ 5G และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เผยให้เห็นว่า IIoT จะเข้ามาตอบ โจทย์การผลิตมากยิ่งขึ้น

 

       Krungthai COMPASS มองว่าภาคอุตสาหกรรมไทยควรเร่งผนวก lloT ในโรงงาน มากขึ้น หลังพบว่าปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ Industry 2.0 ขณะเดียวกันก็ควร ใช้ประโยชน์จาก 5G และชูมาตรการส่งเสริม Industry 4.0 จากภาครัฐให้เป็น Enabler สําคัญ โดยธุรกิจที่อิงกับการส่งออก ซึ่งมีความพร้อมเพราะฟื้นตัวจาก โควิด -19 ค่อนข้างเร็ว ตามเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ควรเริ่มนํา IoT มา ประยุกต์ใช้ เช่น ธุรกิจผักผลไม้และไก่แปรรูป อุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์ยาง อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติกและ เคมีภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานรวมกันกว่า 17,290 แห่ง คิดเป็น 24.6% ของจํานวน โรงงานทั้งหมด และมีค่าใช้จ่ายในการดูแลเครื่องจักรมากถึง 1.12 แสนล้านบาทต่อปี

       ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมต่อ Industry 4.0 และ IloT มากน้อยแค่ไหน?

       ผู้ประกอบการไทยยังมีความพร้อมด้านอุตสาหกรรมสมัยใหม่ไม่มากนัก ส่วนหนึ่ง สะท้อนจากการประเมินดัชนี Smart Industry Readiness Index (SIRI) โดย Singapore Economic Development Board (EDB) ร่วมกับ สวทช. ซึ่งเป็นการประเมินความพร้อมของไทยในการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 เมื่อปี 2019-2020 ในกลุ่มตัวอย่าง 17 บริษัทนําร่อง ครอบคลุม 5 ประเภทอุตสาหกรรม ทั้งรายใหญ่ กลาง และเล็ก ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการไทยยังมีความพร้อมไม่มากนัก โดยดัชนีในทุกด้านอยู่ในระดับไม่เกิน 2 จาก 5 ระดับ (ดัชนีระดับ 0 (ไม่พร้อม) – ระดับ5 (พร้อมที่สุด)) โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีการเชื่อมต่อภายในโรงงาน (Shop floor Connectivity) ที่อยู่ต่ํากว่าความพร้อมด้านอื่นๆ นอกจากนั้น เมื่อ เทียบกับสิงคโปร์ก็พบว่ามีหลายด้านที่ไทยยังด้อยกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านเทคโนโลยี Facility automation, Shop floor Connectivity, Facility Connectivity และ Facility Intelligence (รูปที่ 8) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น เทคโนโลยีที่เกี่ยวโยงกับ IoT ทั้งสิ้น ดังนั้น จึงอาจกล่าวสรุปได้ว่า ผู้ประกอบการไทยยังมีความพร้อมด้าน IoT ไม่มากนักเช่นเดียวกัน

Screen Shot 2564 11 05 at 16.12.28

       ความพร้อมด้านการเชื่อมต่อภายในโรงงาน คือเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไข โดย นอกจากการศึกษาถึงระดับความพร้อมที่กล่าวแล้วด้านบน งานชิ้นนี้ยังนําดัชนี ข้างต้น มาผนวกกับปัจจัยอื่นๆ เช่น Revenue & Cost เพื่อต่อยอดไปสู่ “The Prioritisation Matrix” หรือการแนะนําว่าประเทศหรือบริษัทควรมุ่งเน้นพัฒนา ด้านไหนที่มี Impact สูง เป็นลําดับแรกๆ เพื่อก้าวสู่ Industry 4.0 อย่างแท้จริง ซึ่งในกรณีของประเทศไทยนั้นพบว่า 3 อันดับที่ควรให้ความสําคัญแต่เนิ่นๆ คือ 1) Shop floor connectivity ซึ่งเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ คือ IoT 2) Strategy and governance และ 3) Shop floor automation ตามลําดับ ซึ่งมีรายละเอียดสรุปได้ดังรูปที่ 9

Screen Shot 2564 11 05 at 16.18.15

        อีกข้อมูลที่ตอกย้ําความไม่พร้อมของประเทศไทย คือ ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ ยังอยู่ในระดับ Industry 2.0 จากผลสํารวจของสภาอุตสาหกรรมไทย พบว่า การดําเนินงานของภาคอุตสาหกรรมไทยกว่า 61% อยู่ในขั้นของ Industry 2.0 ขณะที่มีเพียง 2% เท่านั้นที่สามารถไปไกลถึง Industry 4.0 นอกจากนั้น ผลสํารวจยังพบว่ามีแค่ 4% ที่มีการใช้ระบบอัตโนมัติทั้งหมดและมีการเชื่อมโยง ข้อมูลตลอดทั้ง Supply Chain ด้วยระบบ IT หลังจากพบว่าส่วนใหญ่กว่า 45% มีการนําเทคโนโลยีการผลิตมาใช้ในเพียงบางส่วนของกระบวนการผลิตแต่ยัง ไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูล นอกจากนั้น ที่น่ากังวลคือมีอีกกว่า 31% ที่ยังไม่มีการ ใช้เทคโนโลยีในกระบวนการผลิต (รูปที่ 10)

Screen Shot 2564 11 05 at 16.19.33

       ท่ามกลาง “ความไม่พร้อม” ที่กล่าวมาแล้วในปัจจุบัน หากไทยไม่เร่งเพิ่มความ พร้อมสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น อาจกระทบความสามารถในการ แข่งขันของประเทศในอนาคตได้ แม้ข้อมูลล่าสุดในปี 2018 ชี้ว่าภาคอุตสาหกรรม ไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่อันดับ 24 จาก 152 ประเทศทั่วโลก และมี ทิศทางที่ดีขึ้นจากที่เคยอยู่ที่อันดับ 26 ในปี 2004 แต่ก็ยังด้อยกว่าประเทศ สิงคโปร์และมาเลเชีย นอกจากนั้น ต้องจับตาประเทศเวียดนาม ซึ่งไต่อันดับ ความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว จากอันดับ 71 มาอยู่ที่ อันดับ 38 ซึ่งอาจเข้ามาเบียดหรือแซงหน้าประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้ได้

       ความเคลื่อนไหวด้าน IoT ของภาคอุตสาหกรรมไทยเป็นอย่างไรบ้าง?

       ผู้ประกอบการรายใหญ่และบริษัทข้ามชาติในไทย (Multinational corporation: MNC) ต่างเริ่มนํา IoT มาใช้มากขึ้นแล้ว เช่น SCG ที่ได้เริ่มนํา IoT มาใช้ในการ ตรวจสอบปริมาณซีเมนต์คงเหลือในไซโลแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่ปี 2018 ขณะที่ Midea Thailand เตรียมเปิดโรงงานผลิตอัจฉริยะ (Smart factory) ที่นํา IloT และ Big data เข้ามาช่วยลดความสูญเปล่าของกระบวนการผลิต

 

       ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้มักมีความพร้อมโดยเฉพาะด้าน เงินทุนและบุคลากร นอกจากนั้น โรงงานขนาดใหญ่มักมีการเชื่อมต่อ เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ในโรงงานเข้ากับเครือข่ายและสามารถรวบรวมข้อมูล ต่างๆ มาสู่ศูนย์กลางอยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่ครบทุกเครื่องจักรทั้ง สายการผลิตและมีช่องว่างของการบูรณาการข้อมูลระหว่างเครื่องจักรและการ นําข้อมูลเหล่านี้มาใช้อย่างเต็มศักยภาพ

 

       อย่างไรก็ดี กว่า 98% ของโรงงานในไทยส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดกลางและ ขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งอาจมีความพร้อมในการนํา IoT มาใช้งานน้อยกว่าโรงงาน ขนาดใหญ่ โดยแบ่งเป็นโรงงานขนาดกลาง 29% ของจํานวนโรงงานทั้งหมด ส่วนอีก 69% คือโรงงานขนาดเล็ก ขณะที่โดยภาพรวมแล้ว โรงงานในไทยมีค่า กลางของเงินลงทุนเพียง 65 ล้านบาทต่อโรงงาน และมีคนงานราว 48 คนต่อ โรงงาน 

       แนวโน้ม IIoT ในไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร?

        ภาพใหญ่ในระยะยาว เราคาดว่า lloT ในไทยจะเติบโตในทิศทางเดียวกับกระแส โลก จากแรงส่งทั้งฝั่ง Demand ที่จะเห็นความสําคัญของเรื่องนี้มากขึ้นเป็น ลําดับ โดยเฉพาะในกลุ่ม Early adopter อย่างผู้ประกอบการรายใหญ่ และ แรงส่งจากฝั่ง Supply หรือผู้ให้บริการติดตั้ง เชื่อมต่อและวางระบบ lloT ที่มอบ บริการที่สะดวก ราคาถูกลง และใช้งานง่ายขึ้น ทั้งนี้ ทิศทางดังกล่าวสอดคล้อง กับงานวิจัยของ Frost & Sullivan และสํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ เคยประเมินไว้ว่ามูลค่า IoT โดยรวมในไทย (ทั้งด้าน Consumer และ Business) จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 30% จากที่เคยอยู่ที่ 3.6 พันล้านบาท ในปี 2018 เป็น 188.2 พันล้านบาทภายในปี 2033 (รูปที่ 16)

Screen Shot 2564 11 05 at 16.24.08

       Krungthai COMPASS มองว่ามี 2 Enablers สําคัญที่จะทําให้การใช้ IIoT ใน ไทยเติบโต ได้แก่ 1) ความพร้อมของ Digital infrastructure โดยเฉพาะ สัญญาณ 5G ที่ล่าสุดเห็นพัฒนาการที่มากขึ้นของการวางโครงสร้างเครือข่าย 5G เพื่อภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่ครอบคลุมกว่า 95% แล้ว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมก็ร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อริเริ่ม สร้าง Use Case ด้าน IoT ผ่านคลื่น 5G เพื่อตอบโจทย์โรงงานอัจฉริยะมาก ขึ้น (รูปที่ 17) และ 2) มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ เพื่อผลักดันให้ ภาคอุตสาหกรรมของไทยก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างเช่นล่าสุดได้มีการจัดตั้ง ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMO ภายในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ด้วย พันธกิจในการทํา factory transformation แบบ One-stop service

ข้อมูลและรูปภาพจาก : https://krungthai.com/Download/economyresources/EconomyResourcesDownload_462%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C_Indusrial_IoT_%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1.pdf