Industry 5.0 แรงงานคนยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ?

      โลกปัจจุบันถูกเร่งด้วยเทคโนโลยี ดังนั้นการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วคือกลไกสำคัญในการทำธุรกิจในยุคนี้และในอนาคต และขณะที่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเรารับทราบถึงกระแสอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนให้ตลาดแรงงานต้องปรับบทบาทให้มีทักษะสอดคล้องไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี รวมทั้งการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในยุคนี้ อาทิ 

       1. ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การคิดเชิงลึก

       2. ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ 

       3. ทักษะการแก้ไขปัญหา

       4. ทักษะความคิดสร้างสรรค์

       5. ทักษะการทำงานร่วมกับสังคม

       6. ทักษะทางอารมณ์

shutterstock 1194326800 scaled 

       ดังนั้นอุตสาหกรรม 4.0 เป็นยุคที่ระบบการผลิตถูกบูรณาการเข้ากับเครือข่าย IoT (Internet of Things) ซึ่งส่งผลให้ระบบการผลิตสินค้าเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีดิจิทัล และยังมีการใช้ AI มาช่วยให้ระบบการผลิตเกิดความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิม

 

       ซึ่งหากมองมุมนี้ เทคโนโลยีใหม่บางอย่างที่จะสร้างโอกาสจากแนวโน้มเทคโนโลยี ที่จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ไม่ว่าจะเป็น AI และ Machine Learning, IoT ,Big Data ,บล็อกเชน ,Cloud & Edge Computing, Robot, ยานยนต์ไฟฟ้าและอากาศยานยนต์ไร้คนขับ, 5G, Genomics & Gene Editing และคอมพิวเตอร์ควอนตัม

 

       สิ่งเหล่านี้จะปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบันและในยุคอนาคต ทำให้ในขณะนี้มีการนำแนวคิด ‘Industry 5.0’ ที่กล่าวว่า คือยุคที่คนทำงานโดยเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีและผนวกกับการทำงานร่วมกับ AI และ Machine Learning ซึ่งรูปแบบของอุตสาหกรรม 4.0 นับเป็นก้าวสำคัญไปสู่ Industry 5.0 ที่สอดรับการทำงานระหว่างคนกับเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ โดยที่ Industry 4.0 มีการวางรากฐานสำหรับการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์ กับเครื่องจักร ตลอดจนการเชื่อมต่อระหว่างโรงงานโลจิสติกส์การจัดการซัพพลายเชนและผู้ใช้ปลายทาง

 

       นอกเหนือจากชิ้นส่วนเหล่านี้แล้ว Industry 5.0 ยังรวมเอาความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์และความแม่นยำของหุ่นยนต์เข้าด้วยกัน เพื่อหาทางออกที่ไม่เหมือนใครซึ่งจะเป็นที่ต้องการของทศวรรษหน้าร่วมกัน อุตสาหกรรม 4.0 และ 5.0 ได้สร้างแผนงานที่อุตสาหกรรมต้องปฏิบัติตามเพื่อที่ยั่งยืนหรือการก้าวสู่ยุค ‘Personalize Autonomous Manufacturing’

 

       สำหรับเรื่องของอุตสาหกรรม 5.0 ถือเป็นสิ่งที่หลายๆ ฝ่ายต่างให้ความสนใจ โดยมีการประเมินว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมภาคการผลิตจะมีความแตกต่างจากโรงงานในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งหากเราได้เปรียบเทียบกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุคที่ผ่านๆ มา เราจะพบว่าความแตกต่างนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ก็คือ เครื่องจักร เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และหุ่นยนต์

 

       อุตสาหกรรม 5.0 แรงงานคนจะปรับอย่างไร

       สำหรับมิติด้านแรงงาน เป็นไปได้ว่าการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีขั้นสูง การเพิ่มขึ้นของจำนวนหุ่นยนต์ จะนำมาซึ่งประเด็นทางจิตวิทยาใหม่ ความสับสนใหม่ และการเรียนรู้ที่จะต้องทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ นอกจากนี้ ชนิดของหุ่นยนต์ที่พนักงานอยากจะร่วมงานด้วย ระหว่าง Machine Learning และ Rule-Based Robots จะกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ เนื่องจากหุ่นยนต์ทั้งสองชนิดนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเองที่ต่างกัน

 

       ขณะเดียวกันการจัดการทรัพยากรมนุษย์สำหรับองค์กร อาจจะต้องระบุว่างานแบบไหนควรจะถูกรับผิดชอบโดยหุ่นยนต์หรือมนุษย์ และงานแบบไหนเหมาะกับหุ่นยนต์รุ่นใด กล่าวคือ ความสำคัญและความรับผิดชอบของฝ่ายนี้จะกว้างและสูงขึ้น โดยฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) จะได้รับมอบหมายให้ทำการจัดหาและดูแลรักษาหุ่นยนต์ในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นองค์กรอาจจะต้องก่อตั้ง “ฝ่ายหุ่นยนต์” ขึ้นมาเพื่อพัฒนาและรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องของการรักษาความลับข้อมูลที่จะซับซ้อนขึ้นอีกมาก

 

       ด้านสังคมมนุษย์อาจจะพบเจอกับบรรทัดฐานและจริยธรรมใหม่ ซึ่งจะแตกต่างไปจากแค่การคาดหวังให้ทุกคนทำงานหนักและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไปสู่สิ่งที่ได้รับผลกระทบมาจากการที่หุ่นยนต์นั้นมีความเสียสละ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่มีความขี้เกียจ และโกหกไม่เป็น

 

       ด้วยเหตุนี้ ข้อถกเถียงในสังคมจะยังคงเกิดขึ้น เนื่องจากบางกลุ่มจะสนับสนุนการใช้หุ่นยนต์เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมมนุษย์ เพราะว่าจะไม่ทำให้เกิดภาวะการณ์ตกงานและรู้สึกว่าถูกคุกคาม แต่บางกลุ่มยังคงต้องการให้มีหุ่นยนต์ที่จะสามารถทดแทนตำแหน่งพนักงาน เพื่อที่จะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของมนุษย์

 

shutterstock 1135057244 scaled

 

       คิดใหม่ …หุ่นยนต์จะสำคัญกว่าคนจริงหรือ?

       คนมักจะคิดว่าหุ่นยนต์กำลังจะมามีบทบาทแทนที่แรงงานมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงแล้วสำหรับอุตสาหกรรม 5.0 ความเชื่อเหล่านี้อาจจะเกินจริงไปบ้าง เพราะสุดท้ายแล้วหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ ก็ไม่สามารถเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวมถึงยังจะมีงานหรืออาชีพใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

 

       เนื่องจาก 20-80% ของระบบงานที่นำเอาเทคโนโลยีอัตโนมัติเข้ามาใช้นั้น ยังไม่สามารถทำได้ด้วยระบบอัตโนมัติแบบ 100% ซึ่งหมายความว่าแม้จะมีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายระบบการทำงานสักเพียงใด สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็ยังต้องทำงานควบคู่ไปกับหุ่นยนต์อยู่ดี และยังเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพงานอีกด้วย

 

       รวมถึงมุมมองที่ว่า ผู้บริโภคในอนาคตอาจจะต้องการสินค้าที่มนุษย์มีส่วนร่วม หรือมนุษย์สัมผัส (Human Touch) ดังนั้นในอุตสาหกรรมยุค 5.0 แม้ว่าการผลิตสินค้าจะเป็นการผลิตในครั้งละมากๆ และราคาต่ำ แต่มีความเป็นไปได้มากเช่นกันว่า บทบาทของมนุษย์จะเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อันเป็นการตอบโจทย์ค่านิยมอย่างหนึ่งของผู้บริโภคในยุคนั้น

 

        ซึ่งเห็นได้ว่าจากแนวคิดต่างๆ เหล่านี้อาจจะไม่ใช่บทสรุปสำหรับการมองภาพอนาคตสำหรับ Industry 5.0 เสียทีเดียว แต่ก็เปิดมุมมองสำหรับผู้ประกอบการให้มีการวิเคราะห์ภาพอุตสาหกรรมในอนาคต และอาจไม่ได้มองถึงความเป็นไปได้ด้านเดียวที่จะเกิดขึ้น

 

       เพราะแม้ว่าเราจะอยู่ในยุคที่สังคม เศรษฐกิจ สิงแวดล้อม และพฤติกรรมผู้บริโภคถูกแรงขับของเทคโนโลยีเร่งเร้าให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน ทว่าที่สุดแล้วเมือถึงจุดหนึ่ง ‘คน’ ต้องเผชิญกับความท้าทายและแรงกดดันจากเทคโนโลยี กฎ ข้อบังคับ ตลอดจนถึงเรื่องจริยธรรมในการทำธุรกิจระหว่างแรงงานคนและหุ่นยนต์ จะมีประเด็นที่ต้องพิจารณามากขึ้น และถึงตอนนั้นอาจจะถึงจุดเปลี่ยนของเทคโนโลยีอีกครั้ง คือจุดที่คนอาจเริ่มต่อต้านหุ่นยนต์และโหยหาความดั้งเดิมมากขึ้น

 

       แต่ถึงที่สุดแล้ว ใครจะตอบได้ว่า อีก 10 -15 ปีข้างหน้าโลกจะเป็นอย่างไร

ข้อมูลจาก : https://www.bangkokbanksme.com/en/industry-50-trend-people-work-with-robots