• Home
  • Blog
  • News
  • อุตสาหกรรมต้องปรับตัวอย่างไร ในเมื่อ IoT มาแรง!

อุตสาหกรรมต้องปรับตัวอย่างไร ในเมื่อ IoT มาแรง!

 

          “โลกของเราต้องการวีรบุรษฉันใด อุตสาหกรรมก็ต้องการเทคโนโนโลยีฉันนั้น” ประโยคนี้นับวันเริ่มจะเป็นความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัล และอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ยุค Industry 4.0 หรือยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Internet of Thing (IoT) ที่ทำให้ทุกอุปกรณ์และเครื่องจักรในโรงงานสามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้เป็นเครือข่าย 

 

          การนำเทคโนโลยี IoTเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรม ถูกเรียกว่า Industrial Internet of Thing (IIoT) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาช่วยทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มการผลิตได้รวดเร็วและคุณภาพที่สูงขึ้น และลดของเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต นอกจากนี้ยังสามารถคาดคะเน ป้องกันความเสียหายและยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร

 

          แต่ก่อนที่เราจะแนะนำว่าควรนำเทคโนโลยีนี้ไปปรับใช้กับธุรกิจคุณอย่างไร เราขอพาคุณไปดู 4 องค์ประกอบสำคัญในการประยุกต์ใช้ IoT กันก่อน 

 

  1. การเชื่อมต่อ (Connectivity)

เพื่อการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด อุปกรณ์หรือเครื่องจักรในโรงงานต้องเชื่อมต่อสื่อสารกันได้ เพื่อให้สามารถนำข้อมูลสำคัญไปวิเคราะห์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดหรือนำไปใช้ในการควบคุมสั่งการผ่านศูนย์กลาง

 

  1. การเก็บข้อมูล (Data Collection/Data Acquisition)

เครื่องจักรต่างๆ จะมีการเก็บข้อมูลเพื่อบ่งชี้สถานะการทำงาน (Status) สมรรถนะการทำงาน (Performance) หรือข้อมูลที่ต้องแจ้งเตือนสำหรับการดูแลและซ่อมบำรุง (Maintenance) ซึ่งขั้นตอนย่อยๆ เหล่านี้จะแสดงข้อมูลแยกเป็นส่วนๆ การรวบรวมข้อมูลแบบอัตโนมัติด้วยวิธีการของ IoT จะช่วยลดภาระของพนักงานในการจดบันทึกข้อมูลตามเวลา และลดความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล

 

  1. การบูรณาการข้อมูล (Data Integration)

 

a15 pyramid

 

          ในยุคของ Industry 3.0 เป็นยุคที่นำระบบอัตโนมัติมาใช้ มีการไหลของข้อมูลไปตามลำดับชั้นดังแสดงในรูปที่ 1 ที่เรียกว่า Automation Pyramid (หรือ Automation Hierarchy) ซึ่งโรงงานที่ต้องการพัฒนาให้เป็น Smart Factory จึงต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตในทุกระดับ

          แต่ระบบเหล่านี้ล้วนมีราคาและค่าบำรุงรักษาสูง ทำให้ผู้ใช้งานที่มีงบประมาณและทรัพยากรจำกัด เช่น กลุ่ม SME ไม่มีระบบเหล่านี้ใช้งานอย่างครบถ้วน ในการใช้งานจริงผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้งาน ครบในทุกส่วน (หรือทุกโมดูล) แต่หากจะซื้อโมดูลหรือบริการแยกก็อาจทำไม่ได้ตามที่ต้องการ ดังนั้นการ พัฒนาระบบด้วยเทคโนโลยี IoT จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถออกแบบให้เหมาะสมกับงบประมาณและทรัพยากรที่มี

 

  1. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis / Data Analytics) และการแสดงผล (Visualization)

การวิเคราะห์และการแสดงผลนับเป็นหัวใจสำคัญที่ต่อยอดการใช้งาน IoT การวิเคราะห์ข้อมูลทำให้มีความรู้ความเข้าใจในระดับที่ลึกซื้งมากขึ้นเพื่อช่วยในการตัดสินใจ การวางแผน หรือกระบวนการอื่นๆที่ซับซ้อนต่อไป ส่วนการแสดงผลนั้นคือการถ่ายทอดเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้ง ความหมายของข้อมูลออกมาให้ผู้ใช้ได้เข้าใจในเชิงคุณภาพและปริมาณ ในรูปแบบของตัวเลข ตาราง เปรียบเทียบ กราฟ แผนภูมิ แผนภาพต่างๆ ให้ผู้ใช้มองเห็นข้อมูลที่เกิดขึ้นในกระบวนการต่างๆ และสามารถย้อนดูผลในอดีตได้ และในบางระบบสามารถคาดการณ์หรือหาแนวโน้มในอนาคตได้ การแสดงผลที่ดีจึงต้องควบคู่กันไปกับงานวิเคราะห์

 


 

การเตรียมความพร้อมสำหรับ IoT ในภาคอุตสาหกรรม

          จากองค์ประกอบที่กล่าวมา ขนาดของโรงงานย่อมมีความพร้อมในการใช้เทคโนโลยี IoT ที่แตกต่างกัน โรงงานในกลุ่มขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) อาจนำมาใช้ในการเชื่อมต่อเครื่องจักรให้สามารถนำข้อมูลการผลิตออกมาวิเคราะห์ ส่วนโรงงานขนาดใหญ่ที่มีการเชื่อมต่อของเครื่องจักรอยู่บ้าง อาจนำมาใช้ในการบูรณาการข้อมูลของระบบย่อยต่างๆ ให้เชื่อมโยงไปถึงระบบ ERP ดังนี้

 

  1. โรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)

          ระดับความพร้อมของโรงงานในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังไม่ถึงระดับของ Industry 3.0 (ที่มีการใช้ระบบอัตโนมัติและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ควบคุม) ในเบื้องต้น IoT สามารถสร้างประโยชน์โดยทำให้อุปกรณ์หรือเครื่องจักรสามารถเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ และขยายผลเป็นการตรวจสอบ (Monitoring) เครื่องจักร ทั้งสายการผลิต หรือทั้งระบบได้

 

          แต่ทั้งนี้ควรทำความเข้าใจว่าระบบ IoT ที่โรงงานระดับ SME ต้องการในเบื้องต้นนั้น เป็นแค่ระบบตรวจสอบแบบดึงข้อมูลมาแสดงผล (Passive Monitoring) และไม่ถึงระดับที่ต้องควบคุม (Control) เครื่องจักร จึงไม่ได้ทดแทนฟังก์ชันการควบคุมเหมือนในระบบที่มีราคาสูง เช่น ในการควบคุมเครื่องจักรบางประเภทนั้น ต้องการเวลาประวิง (Delay) ต่ำ ควรต้องพิจารณาสภาพเครือข่ายหรือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างอุปกรณ์กับ IoT Cloud ด้วย

 

  1. โรงงานขนาดใหญ่

          โรงงานในกลุ่มนี้บางส่วนมีความพร้อมในการประยุกต์ใช้ IoT มีความเข้าใจในประโยชน์ที่ได้รับ และมีงบประมาณหรือทรัพยากรที่เพียงพอ บางส่วนมีการเชื่อมต่อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์โรงงานเข้ากับเครือข่าย และสามารถรวบรวมข้อมูลต่างๆมาสู่ศูนย์กลางได้ แต่ยังมีช่องว่างของการบูรณาการข้อมูลระหว่างเครื่องจักรทั้งหลายใน Shop Floor จนถึง ERP เนื่องจากเป็นการเก็บข้อมูลจำนวนมากมาแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ 

 

          สรุปก็คือหลายแห่งยังไม่มีระบบ MES อย่างแท้จริง หรือไม่มีฟังก์ชันของระบบ MES ที่สรุปรวบรวมข้อมูลการผลิตทั้งหมดมาใช้ประโยชน์ได้ในระดับสูงขึ้น ทั้งนี้โรงงานขนาดใหญ่อาจมองข้ามปัจจัยบางอย่างที่อาจมีผลต่อการผลิต จึงต้องมีการตรวจสอบ (Monitoring) ในทุกขั้นตอนของการผลิตและวิเคราะห์ความจำเป็นของ Parameter ต่างๆที่เก็บมา จึงจำเป็นต้องติดอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น อุปกรณ์เซนเซอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งหาช่องทางการดึงข้อมูลจากอุปกรณ์ควบคุมของเครื่องจักรที่มีอยู่แล้วในแต่ละเครื่อง (เช่น PLC ) จากระบบเดิมมารวมกับระบบกลาง

 

          นอกจากนี้ โรงงานขนาดใหญ่มีความต้องการที่วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยในการบำรุงรักษาเพราะเครื่องจักรโรงงานมีราคาสูงมาก และบางแห่งหากเครื่องจักรเสียอาจต้องหยุดการผลิตไปหลายเดือนเนื่องจากต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศและใช้เวลาในการซ่อมแซม การตรวจสอบเพื่อทำ Smart Maintenance จึงมีความสำคัญที่โรงงานขนาดใหญ่พิจารณานอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพทั่วไปในการผลิต

 

          IoT ทำให้ข้อมูลจากแผนกต่างๆหลอมรวมกันเพื่อประโยชน์ของโรงงานอย่างเต็มที่ ตัวอย่างเช่น ในบางโรงงาน งาน Production กับงาน Maintenance จะแยกกันทำงาน แผนก Maintenance ทำหน้าที่ตรวจดูแลเครื่องจักรตามเวลาที่กำหนดหรือการซ่อมเมื่อเครื่องจักรเสีย แต่เมื่อมีการใช้ IoT จะเกิดการประสานกัน (Synchronization) ระหว่างข้อมูลการผลิตและการดูแลเครื่องจักร ทำให้วางแผนการผลิตได้ดีกว่าก่อน หากโรงงานมีระบบที่ทำได้ถึงขั้น Predictive Maintenance จะทำให้ลดต้นทุน (ไม่ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนของเครื่องจักรที่ยังใช้งานได้ก่อนที่จะเสียจริงๆ) และเพิ่มผลผลิตมากขึ้นได้ (ลดระยะเวลาการหยุดเครื่องเพื่อทำ Preventive Maintenance) เอกสาร [5] เป็นตัวอย่างของโรงงานขนาดใหญ่ในประเทศไทยที่เริ่มประยุกต์ใช้ IoT ในส่วนเล็กๆก่อน จนในปัจจุบันสามารถขยาย scope ให้ครอบคลุมการทำงานในส่วนต่างๆได้มากขึ้น โดยใช้บุคลากรภายในเป็นหลักในการพัฒนา

a15 iot

การรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาแสดงผลไว้ที่จุดเดียว

 

          ในยุคของการแข่งขัน หากคุณมีความเข้าใจในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี จะทำให้คุณสามารถวางแผนล่วงหน้าเพื่อนำมาควบคุม ปรับปรุง พัฒนาการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจเริ่มใช้อุปกรณ์ IoT ให้เหมาะสมกับงบประมาณที่ตั้งไว้ ซึ่งในตอนนี้คุณอาจมองว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิต แต่หากในระยะยาวเทคโนโลยีนี้จะทำให้คุณเพิ่มขีดจำกัด พร้อมสู่โลกของการแข่งขันได้ ก็คุ้มค่าในการลงทุนไม่ใช่หรือ ?


 

 

           ให้ธุรกิจคุณก้าวสู่เทคโนโลยีอัตโนมัติ เชื่อมต่อเครื่องจักรให้สามารถ ควบคุม สั่งการ วิเคราะห์ผลได้แบบ Real Time เพิ่มศักยภาพการผลิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม RiverPlus พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในทุกความสำเร็จของคุณ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและติดตั้งระบบควบคุมอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม การันตีด้วยผลงานการออกแบบโซลูชั่นและติดตั้งให้กับบริษัทชั้นนำระดับประเทศ 

 

 ติดปีกให้ธุรกิจคุณ RiverPlus ยินดีให้คำแนะนำ บริการออกแบบโซลูชั่น

ลงทะเบียนเพื่อให้เราติดต่อกลับ l สอบถามราคา