• Home
  • Blog
  • Uncategorized
  • แนวโน้มอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ประเทศไทย ปี 2563 – 2565

แนวโน้มอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ประเทศไทย ปี 2563 – 2565

       ปี 2563 คาดว่ามูลค่าการจําหน่ายเครื่องมือแพทย์ในประเทศจะเติบโต 3.0% ซึ่งเป็นอัตราต่ําสุดในรอบ 4 ปี โดยกลุ่มวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์จะเติบโต ได้ต่อเนื่อง จากความต้องการใช้อุปกรณ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัส COVID-19 และ มาตรการสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมการแพทย์ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีมูลค่าไม่สูงนัก ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงอย่าง กลุ่มครุภัณฑ์การแพทย์ได้รับผลกระทบจากจํานวนผู้เข้ารับบริการในโรงพยาบาลที่มี แนวโน้มลดลงจากความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่เชื้อโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 มูลค่าการส่งออกคาดว่าจะเติบโต 20-24% จากความต้องการผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม วัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์และกลุ่มน้ํายาและชุดวินิจฉัยโรค

       ปี 2564-2565 คาดว่ามูลค่าการจําหน่ายเครื่องมือแพทย์ในประเทศจะ เติบโตเฉลี่ย 6.5% ต่อปี ขณะที่มูลค่าการส่งออกจะเฉลี่ยที่ 5.0% ต่อปี (ภาพที่ 14) โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้

1
2

         (1) การเจ็บป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งกลุ่มโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยโรคติดต่อสําคัญที่มีอัตราการเจ็บป่วยสูงที่สุด คือ โรคท้องร่วง โรคปอดอักเสบ และโรคไข้เลือดออก ส่วนโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีอัตราการป่วยใหม่ต่อ ประชากรสูงที่สุด คือ โรคความดันโลหิตสูง รองลงมา คือ โรคเบาหวาน โรคปอดอุด กั้นเรื้อรัง และโรคหัวใจและหลอดเลือด (ภาพที่ 15) นอกจากนี้ จํานวนประชากร ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนใหญ่มีภาวะเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูงมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่ง ของจํานวนผู้สูงอายุทั้งหมด รองลงมาคือ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมองตีบ และโรคมะเร็ง ส่งผล ให้ความต้องการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น โดยเฉพาะอุปกรณ์การตรวจวินิจฉัยโรค ทั้งนี้ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปของไทยจะ เพิ่มขึ้นจาก 11.2 ล้านคนในปี 2561 เป็น 13.5 ล้านคนในปี 2566 (ภาพที่ 16) และ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 แสนล้านบาท (2.8% ของ GDP) ในปี 2565 จาก 6.3 หมื่นล้านบาทปี 2553 (2.1% ของ GDP) (จากแผนพัฒนา สุขภาพแห่งชาติฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560-2564)

          (2) จํานวนผู้ป่วยต่างชาติมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นในปี 2564-2565 เนื่องจากไทยยังคงมีความได้เปรียบทั้งด้านคุณภาพการบริการและมาตรฐาน การรักษา กอรปกับโรงพยาบาลของไทยมีความก้าวหน้าและมีความพร้อมด้าน ศูนย์แพทย์เฉพาะทาง โดยเฉพาะการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (อาทิ โรคหัวใจ โรคกระดูก และโรคมะเร็ง) ทั้งยังมีศูนย์ดูแลและบริบาลผู้ป่วยสูงอายุที่มี ค่าใช้จ่ายต่ําเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง (อาทิ สิงคโปร์ และมาเลเซีย) ส่งผลให้ ไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เป็นอันดับ ต้นๆ ของโลก โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปและนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Tourist & Medical tourist) มีสัดส่วนรวมกันถึง 80% ของผู้ป่วยต่างชาติ ทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเอเชียตะวันออก ยุโรป และตะวันออกกลาง ตามลําดับ (ภาพที่ 17) ทั้งนี้ การรักษาพยาบาลที่ชาวต่างชาตินิยมเข้ามารับ บริการในไทย ได้แก่ การตรวจสุขภาพ ศัลยกรรมความงาม ทันตกรรม ศัลยกรรมกระดูก และผ่าตัดหัวใจ การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยต่างชาติจะหนุนให้ ความต้องการอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ขั้นสูงขยายตัว

3
4

       (3) ธุรกิจโรงพยาบาลมีแผนขยายการลงทุนทั้งการสร้าง โรงพยาบาลแห่งใหม่และด้านเครื่องมือการแพทย์ เพื่อรองรับความ ต้องการของผู้ป่วยทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนศูนย์ รักษาโรคซับซ้อน โดยโรงพยาบาลขนาดใหญ่หลายแห่งมีการขยายพื้นที่ ให้บริการและเปิดสาขาใหม่เพื่อขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมความต้องการใช้ บริการ ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลกรุงเทพวางเป้าหมาย 50 สาขาในปี 2566 จาก 49 สาขาปี 2562 และขยายอาคารใหม่จํานวน 172 เตียง เพื่อเน้นการ รักษาโรคเฉพาะด้าน อาทิ โรคสมองและระบบประสาท โรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์วางแผนเปิดโรงพยาบาลบํารุงราษฏเพชรบุรีแคมปัส (202 เตียง) และโรงพยาบาลเกษมราษฎร์เปิดสาขาใหม่ที่อรัญประเทศปี 2563 เป็นต้น โดยคาดว่าจํานวนโรงพยาบาลและเตียงผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกไม่ น้อยกว่า 2,000 เตียงภายในปี 2565 (ภาพที่ 18) ทําให้ความต้องการเครื่องมือ แพทย์ที่ทันสมัยและมีคุณภาพ/นวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

5

       (4) กระแสการใส่ใจสุขภาพของคนไทยเพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาด ของไวรัส COVID-19 เป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและสุขอนามัยรองรับ ความต้องการของผู้บริโภค

       (5) นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ได้แก่ การผลักดันให้ไทยเป็น ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) พ.ศ. 2560-2569 โดยเฉพาะการ กําหนดให้อุตสาหกรรมการแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-curve) โดยให้สิทธิพิเศษด้านการลงทุนแก่ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ที่อยู่ใน ประเภทความเสี่ยงสูงหรือเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่อง X-ray เครื่อง MRI เครื่อง CT scan และวัสดุฝังในร่างกาย รวมถึงผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ที่มีการนํา ผลงานวิจัยจากภาครัฐหรือดําเนินการร่วมกับภาครัฐไปผลิตเชิงพาณิชย์ โดย ผู้ผลิตทั้ง 2 ประเภทจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี ขณะที่ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดตาก สระแก้ว เชียงราย และนครพนม และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาค ตะวันออก (EEC) จะได้รับการลดหย่อนภาษีตามที่รัฐกําหนด (Box 1) นโยบาย ข้างต้นจะช่วยพัฒนาขีดความสามารถของผู้ผลิต นําไปสู่การวิจัยและพัฒนา อุปกรณ์การแพทย์ที่มีต้นทุนถูกลง และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

 


     วิจัยกรุงศรีประเมินโอกาสทางการตลาดและการส่งออกของแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้

 

  • กลุ่มวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ผลจาก (1) ความตระหนักถึงการมีสุขอนามัยที่ดีของประชาชนและการออกมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 จากภาครัฐ อาทิ การกําหนดให้บุคลากรทางการแพทย์สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนตัว (2) การขยายตัว ของการให้บริการสาธารณสุข และ (3) ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้เป็นสินค้าจําเป็นที่ใช้งานทั่วไปและเป็นกลุ่มที่ไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบต้นน้ํา อาทิ ถุงมือ ยางทางการแพทย์ (ไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับต้นของโลก) หลอดฉีดยา/หลอดสวน (แหล่งวัตถุดิบต้นน้ําจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี) และหน้ากาก อนามัย (แหล่งวัตถุดิบต้นน้ําจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ) อย่างไรก็ตาม การแข่งขันของอุตสาหกรรมค่อนข้างสูงจากผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศ อาทิ จีน (หน้ากากอนามัย) และมาเลเซีย (ถุงมือยางทางการแพทย์) 
  • กลุ่มครุภัณฑ์ทางการแพทย์และกลุ่มน้ํายาและชุดวินิจฉัยโรคมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง โดยกลุ่มครุภัณฑ์ทางการแพทย์ได้ปัจจัยหนุนจาก นโยบายภาเ นับสนุนให้มีการตรวจโรคระดับชุมชนและหน่วยตรวจโรคเคลื่อนที่ รวมถึงมีการขยาย/สร้างโรงพยาบาลใหม่ ทําให้คาดว่าความ ต้องการใช้ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ในกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สําหรับกลุ่มน้ํายาและชุดวินิจฉัยโรค คาดว่าชุดตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อเฝ้าระวัง การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจจะเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด ทั้งนี้ เครื่องมือแพทย์ที่คาดว่าจะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต ได้แก่ หุ่นยนต์ทาง การแพทย์ (Medical Robots and Automation) ซึ่งจะถูกนํามาใช้ในการวินิจฉัยโรค การรักษา การฟื้นฟู และการสร้างอวัยวะเทียม เช่น การใช้หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการวินิจฉัยภาพถ่ายรังสี หุ่นยนต์กล้องและเซนเซอร์ รวมถึงหุ่นยนต์ที่ใช้ในการผ่าตัดที่ศัลยแพทย์สามารถควบคุมได้ จากระยะไกล เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีข้อจํากัดในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งด้านเงินทุนและองค์ความรู้ ส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งพาการ นําเข้าหรือการผลิตจากผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย (อาทิ ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส)

 

       ภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จากการเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่องของบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์จาก ต่างประเทศ ตอบรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของ BOI รวมถึงมาตรการยกเว้นอากรขาเข้าชิ้นส่วน/วัตถุดิบเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา (ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ชาวต่างชาติยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจการแพทย์ 18 โครงการ เงินลงทุน 1,453 ล้านบาท และระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 2 โครงการ เงินลงทุน 111 ล้านบาท) โดยเฉพาะนักลงทุนชาวญี่ปุ่นยังคงสนใจใช้ไทยเป็นฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง จึงอาจมีส่วนเพิ่มแรงกดดันด้านการแข่งขัน สําหรับผลิตภัณฑ์ เป้าหมายที่มีศักยภาพ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับผู้สูงอายุ วัสดุสิ้นเปลือง (ที่มีนวัตกรรม) วัสดุฝังใน (Implant) ชิ้นส่วนของเครื่องวินิจฉัยทางไฟฟ้าและรังสี อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องนําเข้าอุปกรณ์การผลิตจากต่างประเทศจึงอาจเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาทและต้นทุนสินค้า นําเข้าที่อาจเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

 

        ปัจจัยท้าทายในอนาคตของธุรกิจมาจากการผลิตเครื่องมือแพทย์ที่จะเน้นนวัตกรรม/เทคโนโลยีมากขึ้น การใช้วัสดุอุปกรณ์การแพทย์แบบใช้แล้วทิ้ง แม้จะมีข้อดีในด้านประสิทธิภาพการป้องกันเชื้อโรค แต่อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากการเพิ่มขึ้นของขยะติดเชื้อทางการแพทย์ ซึ่งแม้จะผ่าน กระบวนการกําจัดเชื้อแล้ว แต่ตัววัสดุไม่สามารถย่อยสลายได้ โดยในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ยังคงมีรายงานการเพิ่มขึ้นของขยะทาง การแพทย์ ขณะที่ประเทศกําลังพัฒนา เช่น จีนและอินเดีย รัฐบาลเร่งออกมาตรการควบคุมการกําจัดขยะให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด รวมถึงสนับสนุน งานวิจัยนวัตกรรมเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ผลิต ทั้งนี้ การใช้วัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติถือเป็นแนวทางสําคัญในการลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมในอนาคต และเป็นโจทย์สําคัญที่ผู้ประกอบการต้องคํานึงถึง นอกจากนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ทางการแพทย์191 จะช่วยลดการนําเข้าสินค้านวัตกรรมใน ระยะยาว อาทิ หุ่นยนต์ดูแลสุขภาพ ฟื้นฟู และบริการผู้ป่วยสูงอายุและผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หุ่นยนต์ดูแลผู้ป่วยเฉพาะทาง หุ่นยนต์สนับสนุนการผ่าตัด ขนาดเล็ก และระบบผลิตยาและบริหารจัดการยาอัตโนมัติ หากภาครัฐเร่งออกนโยบายเพื่อผลักดันงานวิจัยทางการแพทย์ให้เกิดเป็นสินค้าเชิงนวัตกรรม จะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออก ลดการพึ่งพาการนําเข้า และสามารถขยายตลาดอุตสาหกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ของไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต