อุตสาหกรรมไทยอยู่ตรงไหนในเวทีโลก

       ความสามารถที่แท้จริงของอุตสาหกรรมหมายถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตสินค้าและบริการที่ตรงความต้องการของตลาดโลก ในขณะเดียวกันยังสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมได้ ซึ่งสามารถบ่งบอกลักษณะโครงสร้างเศรษฐกิจและศักยภาพการเติบโตของประเทศ วิจัยกรุงศรีจึงสร้างดัชนีศักยภาพอุตสาหกรรมเพื่อสะท้อนความสามารถที่แท้จริงจาก 4 ปัจจัย คือ ผลิตภาพแรงงาน สัดส่วนการส่งออก มูลค่าเพิ่มภายในอุตสาหกรรม และมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศ พบว่าประเทศไทยมีศักยภาพในเชิงอุตสาหกรรมเป็นอันดับที่ 35 ของโลกจาก 64 ประเทศ โดยอุตสาหกรรมที่แข่งขันได้ดี ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตถ่านโค้กและผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม (อันดับ 9 ของโลก) อุตสาหกรรมยางและพลาสติก อุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม และกิจการให้บริการทางสุขภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปยังในรายละเอียด แม้ไทยจะมีทรัพยากรและมีบทบาทในตลาดโลกมาก แต่กลับไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากเท่าที่ควร ซึ่งจำกัดการเติบโตของศักยภาพอุตสาหกรรมกรรมไทยในอนาคต นอกจากนั้น การแข่งขันในอุตสาหกรรมมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ทุกอุตสาหกรรมจึงต้องยกระดับขีดความสามารถของตนเองอยู่เสมอ

       กลยุทธ์การพัฒนาอุตสาหกรรมมี 2 แนวทาง คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมภายในและการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยการจับคู่กับประเทศอื่น โดยความเหมาะสมของการเลือกแนวทางขึ้นกับระดับความสามารถและปัจจัยที่มีผลต่อศักยภาพของอุตสาหกรรม วิจัยกรุงศรีมองว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมภายในเหมาะสำหรับอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงปัจจัยทางด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการขนส่ง ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ การเข้าถึงเงินทุน และ/หรือเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีความสามารถการแข่งขันสูงในระดับภูมิภาคเป็นทุนเดิม ส่วนการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยการจับคู่กับประเทศอื่นเหมาะกับอุตสาหกรรมที่มีความสามารถไม่สูงนัก และ/หรือเป็นอุตสาหกรรมต้องการปรับเปลี่ยนบทบาทในห่วงโซ่มูลค่า เสาะหาเทคโนโลยีใหม่ หรือหาตลาดใหม่

       ในยุคโควิด-19 ทั่วโลกตระหนักถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ซึ่งผลกระทบถูกส่งผ่านจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การพูดถึงแนวคิด Deglobalization ในวงกว้าง เมื่อผนวกกับกระแสการเปลี่ยนแปลงในระดับ Megatrends จะเห็นว่าโลกของการผลิตและการค้ากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นใหม่ มีอุตสาหกรรมที่จะลดบทบาทลง ทั้งยังเกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเอง เช่น การเปลี่ยนรูปแบบสินค้า การเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจ และการย้ายฐานการผลิต เป็นต้น ผู้เล่นในอุตสาหกรรมจึงจำเป็นต้องปรับตัวและเพิ่มศักยภาพของตัวเอง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่สูงขึ้น วิจัยกรุงศรีมองว่าการรับรู้ขีดความสามารถที่แท้จริงและปัจจัยที่ช่วยเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมจะช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมได้อย่างตรงจุด ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันยังสามารถสร้างผลดีต่อผู้ประกอบการ แรงงาน และระบบเศรษฐกิจอีกด้วย

ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมวัดจากความเชี่ยวชาญในการผลิต ความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาด และมูลค่าเพิ่มที่สร้างขึ้น

       ความสามารถในการแข่งขันสามารถวัดได้จากหลายปัจจัย เช่น ประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุน การใช้เทคโนโลยี มูลค่าเพิ่ม สัดส่วนการขาย และขนาดตลาด เป็นต้น ซึ่งในระดับอุตสาหกรรม ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก และองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ต่างนิยามความสามารถในการแข่งขันระดับอุตสาหกรรมคล้ายกัน โดยสามารถสรุปได้ 3 ประเภท คือ ความสามารถในการแข่งขันเชิงราคา (Price competitiveness) ความสามารถในการแข่งขันเชิงคุณภาพ (Quality competitiveness) และความสามารถในการแข่งขันเชิงผลลัพธ์ (Outcome competitiveness)

 

  • ความสามารถในการแข่งขันเชิงราคาเป็นการเปรียบเทียบความสามารถจากต้นทุนการผลิตสินค้า เช่น ค่าแรงและต้นทุนรวม เป็นต้น อุตสาหกรรมหรือประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำจะได้เปรียบการแข่งขัน ตัวแปรที่นิยมใช้วัดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาคือมูลค่าผลผลิตต่อต้นทุนแรงงาน (Unit labor cost) และต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย ซึ่งการนิยามเช่นนี้จะรวมเอาปัจจัยด้านอื่นมาคิดด้วย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจ การวิจัยและพัฒนา การสะสมทุน เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการกำหนดค่าจ้างแรงงานและมูลค่าสินค้า (Collignon and Espacito, 2017) การวัดความสามารถในการแข่งขันเช่นนี้เหมาะสำหรับการเปรียบเทียบความสามารถการผลิตสินค้าที่มีความคล้ายกันหรือในอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้ทรัพยากร​

 

  • ความสามารถในการแข่งขันเชิงคุณภาพเป็นการเปรียบเทียบศักยภาพของอุตสาหกรรมในด้านต่างๆ เช่น ประสิทธิภาพการผลิต ระดับการศึกษา ระดับการใช้เทคโนโลยี การส่งออก เป็นต้น โดยเชื่อว่าอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงจะมีความสามารถในการแข่งขันสูง (WIFO, 2013) เช่น อุตสาหกรรมที่มีระดับเทคโนโลยีสูงมีแนวโน้มที่จะมีศักยภาพหรือจะแข่งขันได้ดีกว่าอุตสาหกรรมที่มีระดับเทคโนโลยีต่ำกว่า เป็นต้น การวัดความสามารถเช่นนี้เหมาะสำหรับการเปรียบเทียบอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและยังสามารถเปรียบเทียบอุตสาหกรรมที่มีลักษณะแตกต่างกันได้

 

  • ความสามารถในการแข่งขันเชิงผลลัพธ์เป็นการเปรียบเทียบสิ่งที่อุตสาหกรรมได้รับ โดยตัวแปรซึ่งมักใช้วัดความสามารถในการแข่งขันเชิงผลลัพธ์คือรายได้รวมและจำนวนการเลิกกิจการของผู้เล่นในอุตสาหกรรม ในอุตสาหกรรมของประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง ผู้เล่นในอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่จะทำกำไรได้มากและมีจำนวนผู้เล่นที่ต้องออกจากธุรกิจน้อย การวัดความสามารถในการแข่งขันเชิงผลลัพธ์สามารถเปรียบเทียบความสามารถของการผลิตสินค้าทั้งที่มีโครงสร้างคล้ายกันและแตกต่างกันได้

 

       เนื่องจากโครงสร้างการผลิตสินค้าและบริการของอุตสาหกรรมในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน วิจัยกรุงศรีจึงใช้การวัดความสามารถการแข่งขันในเชิงคุณภาพและเชิงผลลัพธ์ในการสร้าง “ดัชนีศักยภาพของอุตสาหกรรม” เพื่อเปรียบเทียบศักยภาพหรือความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงของอุตสาหกรรมในระดับประเทศ โดยอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงหมายถึงอุตสาหกรรมที่สามารถใช้ทรัพยากรการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ มีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศสูง สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดโลก และยังสามารถสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวมได้ ดังนั้น ดัชนีศักยภาพของอุตสาหกรรมนี้สร้างขึ้นจากปัจจัยทั้งหมด 4 ประการ ประกอบด้วย

ri thailand sectoral potential f0

 

  • ผลิตภาพแรงงาน (Productivity) วัดจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ผลิตได้จากแรงงานในหนึ่งหน่วยเวลา ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพหรือความเชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมในการผลิตสินค้าหรือบริการนั้น
  • สัดส่วนการส่งออก (Export share to world exports) วัดจากสัดส่วนการส่งออกของแต่ละประเทศในแต่ละอุตสาหกรรมเทียบกับการส่งออกทั้งหมดในอุตสาหกรรมนั้น ซึ่งบอกถึงความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาดโลก
  • มูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม (Value added creation in that sector) วัดจากสัดส่วนมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในแต่ละอุตสาหกรรมเทียบกับการผลิตสินค้าทั้งหมด ซึ่งสะท้อนผลตอบแทนที่ผู้เล่นในอุตสาหกรรมได้รับ
  • มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศ  (Domestic value-added creation in other sectors) วัดจากมูลค่าเพิ่มที่สร้างขึ้นในอุตสาหกรรมอื่นๆ ในประเทศ ผ่านความเกี่ยวโยงของการผลิตและการเข้าร่วมห่วงโซ่มูลค่าโลก ซึ่งสะท้อนผลตอบแทนที่ประเทศได้รับ

 

       วิจัยกรุงศรีคำนวณดัชนีศักยภาพของอุตสาหกรรม (Sectoral Potential Index) จาก 4 ปัจจัยข้างต้น โดยใช้วิธี Principal Component Analysis (PCA) จากข้อมูลตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (I-O table) ของ OECD ครอบคลุม 35 อุตสาหกรรมจาก 64 ประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนการค้าครอบคลุมประมาณ 93% ของการค้าโลกทั้งหมด พบว่าศักยภาพของอุตสาหกรรมขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านการส่งออกเป็นหลัก (32.2%) รองลงมาคือด้านห่วงโซ่มูลค่าโลก (31.1%) และประสิทธิภาพของแรงงาน (28.9%) ขณะที่มูลค่าเพิ่มที่เกิดในอุตสาหกรรมเอง (7.8%) มีน้ำหนักน้อยที่สุด (ตามรูปที่ 1)

ri thailand sectoral potential f1

ศักยภาพอุตสาหกรรมไทยในระดับโลก

       ประเทศไทยมีศักยภาพทางอุตสาหกรรมเป็นอันดับที่ 35 ของโลกจาก 64 ประเทศ (อันดับ 2 ของประเทศกลุ่มอาเซียน) โดยมีอุตสาหกรรมของไทยที่ติดอันดับ 1 ใน 15 ของโลกทั้งหมด 7 อุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมผลิตถ่านโค้กและผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม  อุตสาหกรรมยางและพลาสติก  อุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม  ธุรกิจดูแลสุขภาพ กิจการเกี่ยวกับศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ กิจการค้าปลีกและค้าส่ง และอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอ ในทางตรงกันข้ามยังมีอุตสาหกรรมที่ต้องการพัฒนาอย่างเร่งด่วน เช่น การศึกษา ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร และการก่อสร้าง  เป็นต้น (รูปที่ 2)

ri thailand sectoral potential f2

       เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิก อุตสาหกรรมของไทยที่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของภูมิภาค (จาก 13 ประเทศ) ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยางและพลาสติก อุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจดูแลสุขภาพ อย่างไรก็ดี มีอีกหลายอุตสาหกรรมที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค สำหรับกลุ่ม ASEAN จะเห็นว่ามีหลายประเทศที่มีศักยภาพโดดเด่นจนติดอันดับ 5 ของโลก อาทิ เวียดนามในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอ สิงคโปร์ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการเงินและอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ อินโดนีเซียที่มีความชำนาญในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ขณะที่ประเทศนอกกลุ่มอาเซียนอย่างญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีและไต้หวัน มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ การสื่อสาร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ตามลำดับ ดังนั้น หากมองในมุมบวก ช่องว่างของความสามารถในการแข่งขันของไทยกับประเทศเหล่านี้อาจเป็นโอกาสอันดีที่อุตสาหกรรมไทยจะฉวยโอกาสจากความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการค้าจากประเทศใกล้เคียงเพื่อปรับปรุงข้อบกพร่อง พัฒนาประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความสามารถตามรายอุตสาหกรรมได้

 

       เมื่อพิจารณารายละเอียดของดัชนีศักยภาพอุตสาหกรรมพบว่า อุตสาหกรรมโดยส่วนใหญ่ของไทยมีความเชี่ยวชาญในการผลิตสินค้าและบริการ และสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ได้ตรงความต้องการของตลาดโลก อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมไทยกลับสร้างมูลค่าเพิ่มจากการผลิตสินค้าได้ไม่มากเท่าที่ควร เช่น อุตสาหกรรมยางและพลาสติก กิจการเกี่ยวกับศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ เป็นต้น สะท้อนว่าแม้ประเทศไทยมีทรัพยากรที่ดีและมีบทบาทในตลาดการผลิตและการค้าโลกสูง แต่ผลตอบแทนที่แท้จริงต่อผู้ประกอบการและแรงงานในอุตสาหกรรมรวมถึงสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงยังมีไม่มาก ส่งผลให้มีการสะสมทุนในระดับต่ำและอาจจำกัดความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยี  ปัจจัยเหล่านี้จะคอยกดดันการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ข้อมูลและภาพประกอบจาก : https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/thailand-sectoral-potential-2021